หน้าแรก ในประเทศ ณพลเดช ปลื้ม ...

ณพลเดช ปลื้ม กมธ.งบ’70 เคาะงบฯ บูรณะพระประธานพุทธมณฑล รอบ 43 ปี จี้ใช้คุ้มค่า รักษาพุทธศิลป์

10.08.26 | 17:37 น.

ณพลเดช ปลื้ม กมธ.งบ’70 เคาะงบฯ บูรณะพระประธานพุทธมณฑล รอบ 43 ปี จี้ใช้คุ้มค่า รักษาพุทธศิลป์ – มรดกชาติ


เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษาประธานอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านการศึกษา เปิดเผยภายหลังการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในชั้นอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า มีความยินดีที่โครงการปรับปรุงฐานองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากองค์พระประธานพุทธมณฑลไม่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่มาเป็นเวลายาวนาน

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าการซ่อมแซมอาคารหรือสิ่งก่อสร้างทั่วไป เพราะพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่มีคุณค่าทั้งในด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความทรงจำร่วมของประชาชนชาวไทย
“ถือเป็นข่าวดีของชาวพุทธ เพราะองค์พระประธานพุทธมณฑลไม่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่มาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2525 จนถึงปัจจุบันก็ผ่านมากว่า 4 ทศวรรษ หรือประมาณ 43 ปี การที่ภาครัฐจัดสรรงบประมาณเข้ามาดูแลอย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ” ดร.ณพลเดช กล่าว

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า เมื่อเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน การบูรณะจะต้องดำเนินการด้วยมาตรฐานสูงสุด ทั้งในด้านความถูกต้องทางวิศวกรรม ความละเอียดประณีตทางพุทธศิลป์ การควบคุมคุณภาพงาน และความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ เพราะพระประธานพุทธมณฑลเป็นสมบัติที่มีคุณค่าของประเทศ ไม่ใช่ทรัพย์สินของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
“ผมเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อรักษาสิ่งที่มีคุณค่าของชาติ แต่เมื่อเป็นเงินภาษีประชาชน ทุกบาททุกสตางค์ต้องตอบได้ว่าใช้ไปกับอะไร ได้คุณภาพแค่ไหน และสามารถรักษาสิ่งที่เรามีอยู่ให้ยืนยาวได้อีกกี่สิบปี การบูรณะครั้งนี้จึงต้องไม่ใช่เพียงการทำให้ดูใหม่ แต่ต้องเป็นการซ่อมอย่างถูกหลักและรักษาคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้” ดร.ณพลเดช กล่าว

Advertisement

สำหรับงบประมาณของพุทธมณฑลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เอกสารประกอบการชี้แจงงบประมาณระบุว่า มีงบลงทุนส่วนกลางรวม 70,734,500 บาท โดยแบ่งเป็นโครงการสำคัญ 4 รายการ ได้แก่
1. งานซ่อมปรับปรุงถนนแอสฟัลต์คอนกรีตรอบพุทธมณฑล สาย ก ข และ ค วงเงิน 5,093,600 บาท
2. งานปรับปรุงฐานองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ วงเงิน 13,306,800 บาท
3. งานบูรณะซ่อมแซมพระวิหารพุทธมณฑล วงเงิน 27,339,800 บาท
4. งานปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในพุทธมณฑล วงเงิน 24,994,300 บาท
รวมทั้ง 4 โครงการเป็นเงิน 70,734,500 บาท

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพุทธมณฑลมีภารกิจด้านการดูแลโครงสร้างพื้นฐานและศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ และจำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอให้สิ่งก่อสร้างเสื่อมสภาพจนเกิดความเสียหายรุนแรงแล้วจึงจัดสรรงบประมาณเข้ามาซ่อมแซม โดยเฉพาะองค์พระประธานพุทธมณฑล ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของพื้นที่และเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การบูรณะฐานองค์พระจึงควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ พร้อมมีแผนบำรุงรักษาระยะยาว ไม่ใช่ใช้งบประมาณเฉพาะครั้งแล้วปล่อยให้กลับมาเสื่อมสภาพอีก

“งบ 13.3 ล้านบาทสำหรับการปรับปรุงฐานองค์พระ เป็นงบที่ต้องดูรายละเอียดของงานอย่างรอบคอบ เพราะคำว่า ‘บูรณะ’ กับ ‘ปรับปรุง’ มีความแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือหน่วยงานต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า งานครอบคลุมพื้นที่ใด มีรายการอะไรบ้าง ใช้วัสดุแบบไหน มีขั้นตอนควบคุมคุณภาพอย่างไร และเมื่อทำแล้วสามารถยืดอายุการใช้งานได้มากน้อยเพียงใด” ดร.ณพลเดช กล่าว

ดร.ณพลเดช กล่าวอีกว่า จากการพิจารณาภาพรวมของงบประมาณแล้ว เห็นว่าการดูแลพุทธมณฑลไม่ควรคิดเฉพาะงบประมาณรายปี เพราะพื้นที่มีขนาดใหญ่และมีทั้งองค์พระประธาน พระวิหาร ถนน ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่ต้องใช้เงินในการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติถึงแนวทางในการระดมทรัพยากรเพิ่มเติม โดยเห็นว่าควรมีการเปิดช่องทางการบอกบุญหรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนควบคู่กับงบประมาณภาครัฐในปีต่อ ๆ ไป ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

“ถ้ารัฐจะรับผิดชอบทั้งหมดก็ต้องมีแผนงบประมาณระยะยาว แต่ถ้าจะเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญหรือร่วมอนุรักษ์ ก็ต้องมีระบบที่โปร่งใสเช่นกัน ต้องแยกให้ชัดว่าเงินส่วนไหนเป็นงบประมาณแผ่นดิน เงินส่วนไหนเป็นเงินบริจาค และนำไปใช้ในส่วนใด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชน” ดร.ณพลเดช กล่าวและว่า การอนุรักษ์พระพุทธรูปสำคัญระดับประเทศควรมีฐานข้อมูลด้านสภาพองค์พระ โครงสร้าง ฐานราก วัสดุ ระบบป้องกันความชื้น ระบบระบายน้ำ และปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงขององค์พระ เพื่อให้การซ่อมแซมในอนาคตมีข้อมูลทางวิชาการรองรับ

สำหรับพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพุทธมณฑลในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2498 ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2500 และแล้วเสร็จในปี 2525

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2525 มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะอย่างเป็นทางการ นับแต่นั้นองค์พระได้ตั้งตระหง่านอยู่ภายในพุทธมณฑล และกลายเป็นหนึ่งในศูนย์รวมศรัทธาที่สำคัญของพุทธศาสนิกชน

องค์พระเป็นพระพุทธรูปยืนปางลีลา ขนาดใหญ่ ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยประยุกต์พุทธลักษณะจากพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย หล่อด้วยทองสำริด น้ำหนักประมาณ 17,543 กิโลกรัม แบ่งหล่อเป็นชิ้นส่วนจำนวน 137 ชิ้น ก่อนนำมาประกอบเป็นองค์พระ มีความสูง 15.875 เมตร
ด้วยคุณค่าดังกล่าว การบูรณะจึงมีความละเอียดอ่อน เพราะการดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่อองค์พระหรือฐานองค์พระต้องคำนึงถึงทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย และการรักษาเอกลักษณ์ทางศิลปกรรม

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากงบประมาณได้รับการจัดสรรคือขั้นตอนการดำเนินงาน เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การได้รับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดผลสูงสุด
“การบูรณะครั้งนี้ไม่ใช่แค่ซ่อมให้ใหม่ แต่ต้องรักษาให้ถูกต้องและอยู่ได้นานที่สุด เพราะเรากำลังซ่อมสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากความตั้งใจของคนรุ่นก่อน และเรากำลังรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลัง” ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์พุทธศิลป์ วิศวกรรมโครงสร้าง วัสดุศาสตร์ และผู้มีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธรูปโบราณและงานหล่อสำริดเข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสม เพื่อให้การบูรณะมีหลักวิชาการรองรับ

“เมื่อใช้งบประมาณของแผ่นดินแล้ว ต้องบูรณะด้วยความประณีต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาพุทธศิลป์ดั้งเดิมให้มากที่สุด องค์พระประธานพุทธมณฑลไม่ได้เป็นเพียงพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แต่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ”ดร.ณพลเดช กล่าว

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การได้รับงบประมาณในปี 2570 ถือเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการฟื้นฟูและดูแลพุทธมณฑลอย่างจริงจัง และจากนี้ควรมีแผนระยะยาวเพื่อให้การบำรุงรักษาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้สิ่งสำคัญของประเทศต้องรอการบูรณะครั้งใหญ่ทุกหลายสิบปี

“43 ปีที่ผ่านมา เราเห็นองค์พระประธานพุทธมณฑลยืนหยัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องตอบแทนด้วยการดูแลท่านอย่างดีที่สุด ใช้เงินของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และส่งต่อพระประธานพุทธมณฑลในสภาพที่สมบูรณ์ สง่างาม และมั่นคงให้คนไทยรุ่นต่อไป” ดร.ณพลเดช กล่าว