เหยื่อแชร์ทองคำทวงถามคดี”ดีเอสไอ” 5 ปีผ่านไม่คืบ สูญ2 พันล้าน จนท.แจงรับเป็นคดีพิเศษแล้ว

19.06.17 | 14:47 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้เสียหายประมาณ 10 ราย ที่ถูกหลอกให้ร่วมลงทุนแชร์ทองกับบริษัท วาย แอลจี บูลเลี่ยนอินเตอร์เนชั่นแนล ได้มาติดตามความคืบหน้าดีเอสไอ หลังผ่านมา 5 ปีแต่คดียังไม่มีความคืบหน้า โดยคดีนี้มีผู้เสียหายประมาณ 1,000 คน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีพ.ท.ประจวบ ปากคลอง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 เป็นผู้รับเรื่อง

น.ส.อัชภรณ์ เรืองรัตน์ ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวว่า ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท วาย แอล จีฯ ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงเดือน เมษายน 2556 โดยตนรู้จักกับบริษัทดังกล่าวผ่านเว็บไซด์ออนไลน์ต่างๆ จากข้อมูลพบว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทใหญ่และมีความน่าเชื่อถือ อ้างว่าจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินในธนาคาร ก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนซื้อขายทองคำ กับบริษัทดังกล่าว จะมีพนักงานทำหน้าที่เป็นคนแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาให้ในเรื่องของการซื้อและขายทองคำอยู่ตลอด แต่หลังจากเริ่มลงทุนได้ประมาณ 8 เดือน เริ่มเกิดความผิดปกติและนำไปสู่การขาดทุนประมาณ 50 ล้านบาท เพราะตนเป็นคนที่ลงทุนเยอะมาก แต่ก่อนหน้านี้บริษัทไม่เคยแจ้งให้ทราบเลย จึงเดินทางเข้าไปยังบริษัทดังกล่าว เป็นการเดินทางเข้าไปครั้งแรกหลังจากได้ร่วมลงทุนมา ซึ่งไม่เคยทำสัญญาอะไรกับทางบริษัทเลย แต่มีการเซ็นเอกสารและเมื่อเซ็นเสร็จแล้ว เขาก็รีบเก็บโดยที่ยังไม่ได้อ่าน

น.ส.อัชภรณ์ กล่าวต่อว่า บริษัทอ้างว่า เป็นความผิดพลาดของตัวแทนขายที่คอยให้คำปรึกษาตน แต่มองว่าไม่เป็นธรรมกับตน และไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ เพราะไม่ใช่เงินเพียง 100-200 บาท แต่เป็นเงินหลายล้านบาท จนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ บริษัทไม่เคยอธิบายหรือชี้แจงเกี่ยวกับร่วมลงทุน หรือวิธีการเล่นเลย โดยผู้เสียหายจะโดนหลอกด้วยวิธีการเดียวกันแบบนี้ และมารู้ตัวว่าขาดทุนในภายหลัง อยากให้บริษัทออกมาชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย

ด้าน พ.ท.ประจวบ กล่าวว่า กรณีดังกล่าว เคยมีผู้เสียหายเดินทางมาร้องเรียนยังดีเอสไอแล้ว และดีเอสไอได้สืบสวนสอบสวน ก่อนเสนอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองคดีพิเศษ เพื่อรับเป็นคดีพิเศษ ต่อมาอธิบดีดีเอสไอได้ลงนามรับคดีดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษที่ 22/2560 ฐานความผิดหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำผู้เสียหาย โดยพบมีผู้เสียหายเกือบ 2,000 คน และบางส่วนไม่กล้าเข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ส่วนผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกมาสอบปากคำแต่อย่างใด โดยคดีนี้มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2000 ล้านบาท

พ.ท.ประจวบ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ดีเอสไออยู่ระหว่างการตรวจสอบกับกรมศุลกากรด้วยว่าบริษัทแห่งนี้ได้มีการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศในช่วงปี 2555-2556 ที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างหรือไม่ อีกทั้ง พนักงานสอบสวนยังได้ระงับการบัญชีธนาคารที่บริษัทนี้เปิดไว้ทุกบัญชีแล้ว พร้อมทั้งส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย

Advertisement