ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีอาการ ไม่เท่ากับไม่เสี่ยง บทเรียนจากการเสียชีวิตกะทันหันของ ‘เรย์ แมคโดนัลด์’
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจ เปิดเผยกรณี “เรย์ แมคโดนัลด์” เสียชีวิตกะทันหันในวัย 49 ปี สะท้อนภัยเงียบของโรคหลอดเลือดหัวใจ เตือนประชาชนอย่าใช้เพียงคำว่า “ไม่มีโรคประจำตัว” หรือ “ไม่มีอาการ” เป็นหลักประกันว่าหัวใจปลอดภัย แนะวัยกลางคนเริ่มรู้จักปัจจัยเสี่ยงของตัวเองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ “เรย์ แมคโดนัลด์” ในวัย 49 ปี สร้างความตกใจให้กับสังคม โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนที่ยังอยู่ในวัยทำงานและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า หากคนหนึ่งไม่มีโรคประจำตัวที่ทราบมาก่อน และไม่ได้มีอาการหัวใจที่ชัดเจน เหตุใดจึงสามารถเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและเสียชีวิตได้
จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับผลชันสูตรเบื้องต้น ระบุว่าพบหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นร่วมกับภาวะหัวใจขาดเลือด ข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจว่า โรคอาจดำเนินอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบมาก่อน
นพ.ฆนัทกล่าวว่า คำว่า “ไม่มีโรคประจำตัว” ในชีวิตประจำวัน กับคำว่า “ไม่มีความผิดปกติของร่างกาย” เป็นคนละเรื่องกัน คนจำนวนหนึ่งอาจไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เพียงเพราะไม่เคยตรวจพบ ขณะที่โรคหลอดเลือดหัวใจก็สามารถค่อยๆ พัฒนาโดยไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก
“สิ่งที่ต้องระวังคือ ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจหลายอย่างไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผิดปกติ ความดันสูงไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าความดันกำลังสูง ไขมัน LDL สูงก็ไม่ได้ทำให้มีอาการ และหลอดเลือดหัวใจที่เริ่มตีบก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเจ็บหน้าอกตลอดเวลา” นพ.ฆนัทกล่าว
โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากกระบวนการสะสมของคราบไขมันและการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือด ซึ่งอาจดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ ไขมัน LDL สูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
ในบางกรณี แม้หลอดเลือดจะมีคราบไขมันสะสมและผู้ป่วยยังไม่มีอาการชัดเจน แต่คราบไขมันอาจเกิดการแตกหรือมีการกัดกร่อน และกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดหัวใจ จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย และในรายที่รุนแรงอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนเสียชีวิตอย่างกะทันหันได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุการณ์ทางหัวใจที่รุนแรงบางครั้งสามารถเกิดขึ้นในคนที่ก่อนหน้านั้นยังดูแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกสะท้อนความสำคัญของปัญหานี้ โดยในปี 2022 โรคหัวใจและหลอดเลือดทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 19.8 ล้านคน หรือราว 32% ของการเสียชีวิตทั้งหมด และประมาณ 85% ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าคนวัยกลางคนทุกคนมีโรคหัวใจ แต่สะท้อนว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต และการป้องกันไม่ควรรอจนมีอาการ
นพ.ฆนัทกล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนควรทำไม่ใช่การตรวจหัวใจด้วยเครื่องมือขั้นสูงทุกคน แต่ควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงของตัวเอง โดยเฉพาะความดันโลหิต ระดับไขมันและ LDL ระดับน้ำตาล น้ำหนักและรอบเอว การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย และประวัติครอบครัว หากพบปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงโดยรวมและพิจารณาการตรวจที่เหมาะสม
หากมีอาการผิดปกติใหม่ เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลม ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพียงความเหนื่อยจากการทำงานหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ท้ายที่สุด กรณีของ “เรย์ แมคโดนัลด์” ไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัวว่า คนที่ไม่มีอาการทุกคนอาจเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน แต่ควรใช้เป็นบทเรียนว่าสุขภาพที่ดูปกติภายนอก ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงภายในเป็นศูนย์
เราไม่จำเป็นต้องกลัวโรคหัวใจ แต่ควรรู้จักความเสี่ยงของตัวเอง เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่การรอให้เกิดอาการแล้วจึงเริ่มดูแล แต่คือการค้นหาและจัดการปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง และไม่มีอาการ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค

