หน้าแรก ในประเทศ ศิโรตม์เห็นว่...

ศิโรตม์เห็นว่าดี สำนักยุทธฯ ของบ 5 ล. ‘เพิ่ม AI ตามงานผู้ว่าฯ’ เฮียล้านแนะทำระบบป้องกัน ‘โดนแฮก’

21.08.26 | 16:43 น.

สำนักยุทธศาสตร์ฯ ของบฯ 5 ล้าน ‘อัพเกรดฐานดาต้า BMA Policy Tracking’ เพิ่ม AI ช่วยวัดผลนโยบายผู้ว่าฯ – ‘ศิโรตม์’ เห็นว่าดี ‘เฮียล้าน’ แนะ เสริมระบบป้องกันโดนแฮก


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ห้องบางกอก ชั้น บี 2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง มีการประชุม คณะกรรมการวิสามัญพิจารณา ‘ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570’ ซึ่งมี นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา เป็นประธานกรรมการ
โดยภายหลังจาก คณะอนุกรรมการฯ ได้รายงานผลการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในระดับ ‘สำนักงานเขต’ เสร็จสิ้นครบทั้ง 50 เขตแล้วเมื่อ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา การประชุมในวันนี้จึงเข้าสู่ การรายงานผลการพิจารณาฯ ในระดับ ‘สำนัก’ ของกรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

สำหรับหน่วยงานเข้าชี้แจงประจำวันนี้ ได้แก่ สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล, สำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร, สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ สำนักเทศกิจ ตามลำดับ

Advertisement

ในตอนหนึ่ง นายวิฑูรย์ อภิสิทธิ์ภูวกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กล่าวถึงระบบ BMA Policy Tracking ที่พัฒนาขึ้น โดยไม่ได้ใช้งบประมาณแต่อย่างใด โดยระบบนี้ได้เข้ามาช่วยลดการใช้งานเอกสาร รวบรวมข้อมูลในการบริหารราชการทั้งหมดตามนโยบายของผู้ว่าฯ ไว้ในแหล่งเดียว รวมทั้งสามารถติดตามความคืบหน้าของหน่วยงานต่างๆ ภายใน กทม.ได้ แต่อย่างไรก็ตามด้วย data driven ในอนาคต เราจำเป็นที่จะต้องก้าวกระโดด

“ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เริ่มที่จะต้องนำ AI เข้ามาร่วม ฉะนั้นนอกจากการมอนิเตอร์เพียงอย่างเดียว ยังมีส่วนของการ Analytic จากเดิมที่เคยใช้เจ้าหน้าที่ช่วยกันวิเคราะห์จาก Data ที่มีอยู่ เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็น ‘ค่าเป้าหมาย’

ในอนาคตเราก็คิดว่าการที่ใช้ AI Engine จะเข้ามาช่วย analyze เพื่อจัดกลุ่มเป้าหมายของสิ่งที่ควรทำในอนาคต ประกอบกับเทรนด์โลกต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็ว และลดทรัพยากรเวลาที่ไม่จำเป็น ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น”

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าการของบประมาณที่จะพัฒนาระบบนี้ในอนาคต (งบประมาณราว 5 ล้านบาท) จะเป็นประโยชน์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ในอนาคต

“เอาง่ายๆ เช่นการปลูกต้นไม้ล้านต้น เราก็ให้เขตปลูกและมี ‘ค่าเป้าหมาย’ ว่าต้องปลูกกี่ต้น แต่ถ้าเรานำ special data เข้ามาซ้อนจะรู้ได้ทันที ว่า พื้นที่สีเขียว (Green Area) ตอนนี้เราเป็นเท่าไหร่ ในอนาคตจะได้รู้ว่าควรต้องปลูกตรงไหนเพิ่ม มีพื้นที่ตรงไหนที่ใช้งานได้บ้าง เป็นต้น

ซึ่งผมว่ามีประโยชน์ ช่วยเราในการวิเคราะห์ ซึ่งจะกำหนดค่าเป้าหมายให้เราโดยอัตโนมัติเลย ระบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและจะเป็น Digital Footprint (ร่องรอยดิจิทัล) ในการ Analyze ต่างๆ” นายวิฑูรย์กล่าว

ในตอนหนึ่ง นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระและสื่อมวลชน ในฐานะกรรมการฯ สอบถาม 2 ข้อ คือ

1.ประเด็นการจ้างที่ปรึกษาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำโปรเจ็กต์นี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ หรือศาสตร์สาขาอื่นที่เกี่ยวข้องต่างๆ นั้น จะมีเกณฑ์ในการประเมินความเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างไร วัดจากอะไร วัดจากผลงานวิจัยหรือว่าเป็นทีมที่ทำงานช่วยผู้ว่าฯ ตอนนี้อยู่แล้ว

2.จากที่ฟังสำนักยุทธศาสตร์รายงาน ตนมองว่ามีประเด็นที่ดีในหลายเรื่อง แต่อยากสอบถามว่า ในที่สุดแล้วสิ่งที่สำนักเสนอหลายเรื่องจะนำไปสู่การทำให้เกิด Open Data ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของกทม. ได้มากขึ้นด้วยหรือไม่

“ตอนนี้เหมือนกับมีการวางระบบให้ Flow ของการทำงานภายในของ กทม.ลดความซ้ำซ้อนลง ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ว่าข้อมูลทั้งหมดจะทำให้ Open Data ในแง่การเข้าถึงข้อมูลของประชาชนเติบโตขึ้นด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการดู TOR ต่างๆ เหล่านี้ สามารถเชื่อมโยงได้หรือไม่” นายศิโรตน์กล่าว

โดย นายวิฑูรย์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ชี้แจงว่า ในเรื่องของที่ปรึกษา จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งตามระเบียบที่กำหนดคือ ต้องขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จึงจะมาเป็นได้ ซึ่งก็ต้องผ่านกระบวนการที่มีความซับซ้อนพอสมควรในการกลั่นกรอง เพื่อให้ได้ผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ส่วนคำถามที่ 2 เนื้อเรื่องของ Open Data ความจริงแล้ว วัตถุประสงค์หลักที่เราจัดทำ BMA Policy Tracking ตนขอนำเรียนว่า เดิมข้อมูลที่ว่า ‘ภาครัฐทำอะไร’ นั้นจะอยู่ในแฟ้ม ประชาชนไม่เห็น ผู้บริหารหรือ user ก็ไม่เห็น เราจึงมุ่งหวังว่าสิ่งต่างๆ งานที่เราขับเคลื่อนนั้น จะต้องทำให้ประชาชนเห็นได้ว่าภาครัฐทำอะไรบ้าง

“เราก็ดึงจากแฟ้มกระดาษซึ่งอยู่ในหน่วยงานต่างๆ เข้ามาอยู่ในระบบดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งข้อดีของระบบคือ มันจะตอบโจทย์ Open Data ที่เราจะทำในอนาคตได้ และจะสามารถนำไปใช้ Analytic ได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็น Future Forecast ต่อไป” นายวิฑูรย์กล่าว

ด้าน ฝั่งอนุกรรมการ มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดย นายธีรชาติ ก่อตระกูล เจ้าของแอพฯการลงทุนชื่อดัง StockRadars ในฐานะอนุกรรมการฯ ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ร่วมให้ข้อเสนอแนะว่า หลังจากที่หลายท่านในห้องได้ร่วมให้ข้อสังเกตจากทางสำนักฯ นั้น ความจริงเรา Open Data กทม.ทำได้ดีอยู่แล้ว และมีการเริ่มต้นไปเยอะ

“สำคัญที่สุดคือการที่เรามาดูงบประมาณในช่วงหน้างบประมาณ อาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ สังเกตได้จากลังกระดาษของทุกคนตรงนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ที่มนุุษษย์จะสามารถอ่านได้ครบ และตรวจครบทุกหน้า ผมจึงมีข้อสังเกตว่าจริงๆ ‘อาจต้องใช้ระบบมากขึ้น’

โดยที่ทางสำนักงบประมาณก็คงจะต้องทำงานร่วมกันกับทาง สำนักยุทธศาสตร์ฯ ว่าในอนาคตควรจะเปิด ‘คำขอ’ ตั้งแต่ต้น แล้วตรวจถูกหรือแพง ก่อนที่จะเข้ามาในฤดูกาลพิจารณางบ ถูกหรือแพง เช็กได้จากราคาตลาดได้อยู่แล้ว” นายธีรชาติเผย

นายธีรชาติชี้ว่า หากเราเปิดระบบที่สามารถช่วยตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ก็จะเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ ในส่วนของคำศัพท์เฉพาะทางนั้นอาจจะเข้าใจยาก ความจริงแล้ว แค่ลองเปิดกว้างให้คนคุยกันได้ เป็น API (ตัวกลางเชื่อม)

เอกสารก็จะได้ไม่ต้องตรวจราคาถูกหรือแพงกันเป็นลังแบบนี้ แต่ตรวจราคาจากข้างนอก แปลว่าในชั้น อนุฯ คุยกันแค่เรื่องเดียวคือ ‘มีความจำเป็น หรือไม่จำเป็น’

“ในรอบนี้จึงอยากแนะนำให้ทางสำนักยุทธศาสตร์ฯ พูดคุยกันว่า ‘ใบเสนอราคา’ อย่างน้อยต้องเห็นว่าเป็นรุ่นหรือยี่ห้ออะไร ถ้าหากเราไม่รู้ ก็จะไม่ทราบว่าจะได้ของตรงกับ TOR หรือไม่ ก่อนบรรจุเข้าเล่มงบประมาณ คัดกรองที่ต้นทาง ให้ฝ่ายงบฯ เป็น Gateway” นายธีรชาติ ชี้

ด้าน นายวิรัตน์กล่าวว่า ในเรื่องของ BMA Policy Tracking ตนเคยอภิปรายเรื่องนี้ไปว่า ในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ยังบกพร่อง และต้องใช้คนที่คีย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบ ซึ่งในระบบใหม่ของท่านที่จะใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านบาทนั้น จากที่ฟังคร่าวๆ เมื่อสักครู่ ก็จะช่วยประหยัดเรื่องของเวลาในการนำเข้าข้อมูลได้มากขึ้น

“ผมดูในรายละเอียด ระบบใหม่ที่ส่งเป็นเปเปอร์ (กระดาษ) มีระบบอ่าน แปลงไฟล์จากกระดาษ แล้วนำเข้าข้อมูลได้เลยหรือไม่ มีระบบแบบนั้นด้วยหรือเปล่า

อีกส่วนคือข้อมูลที่ท่านใส่เข้าไป เป็นข้อมูลเฉพาะของ กทม.คือข้าราชการในหน่วยงานเพียงเท่านั้นหรือไม่”
“ยกตัวอย่างเรื่องส่วนมีทั้งเอกชนที่ทำด้วยเป็นพื้นที่สีเขียว จากนั้นข้อมูลอื่นๆ ที่ประชาชนสามารถไปใช้พื้นที่ได้ อย่างนี้เราจะนำเข้าข้อมูลจากเอกชนส่วนอื่นๆ ได้อย่างไร เพื่อลิงก์ข้อมูลในระบบ ที่เป็นโซเชียลในปัจจุบัน เช่น มีการไปไลฟ์สด เรื่องการทำสวนตรงนั้นตรงนี้ เป็น YouTube หรือ TikTok บ้าง แล้วเราสามารถไปดึงข้อมูลพวกนี้มาเชื่อมในอีก 100 หัวข้อที่ท่านจะทำ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเรื่องคีย์ข้อมูล” นายวิรัตน์กล่าว

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า ดีใจที่วันนี้ท่านเสนอเรื่อง ระบบรวม เพื่อช่วยลดการทำงานของคนลง

“การคีย์ข้อมูลในแต่ละเดือนเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกสัปดาห์มันเปลืองเวลา แล้วคนก็ไม่นำเข้าข้อมูล ทั้งในเรื่อง งบประมาณและการขอใบอนุญาตก่อสร้างก็เหมือนกัน จะแก้อย่างไร เช่น เอาแบบใบอนุญาตก่อสร้าง สแกนปั๊บ มาขึ้นเป็นแผนที่เลยได้ไหม ไม่ต้องมานั่งเขียนหรือวาดภาพตึก 3 ชั้นอีก ไหนๆ ทำแล้ว จะได้ประหยัดเวลา

5 ล้านบาทรวมทุกระบบแบบนี้แล้วหรือไม่” นายวิรัตน์กล่าว

ด้าน นายสุทธิชัย วีระกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง ในฐานะกรรมการฯ ร่วมกล่าวแสดงความเห็นโดยมองว่าเป็นโครงการที่แม้ได้รับงบประมาณน้อย แต่ก็มีความพยายามที่จะทำฐานข้อมูล พร้อมแนะนำให้มีการ ‘รวบรวมข้อมูลสายพันธุ์ต้นไม้’ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่

นายสุทธิชัยกล่าวด้วยว่า สำคัญที่สุดคือ ‘การป้องกันโดนแฮก’ (Hack) เพราะหน่วยงาน กทม.จะโดนแฮกบ่อย

“หลังๆ ถ้าท่านจำได้ ตอนที่อภิปรายในสภาฯ ฝากผู้บริหารกทม.มอบงานให้ทางนี้ทำบ้าง (สำนักยุทธศาสตร์ฯ) สำนักดิจิทัลรับไปหมด ตรงนี้มีนิดเดียว ท่านต้องแบ่งงานด้วย
ผมจำได้เลยพี่น้องภูมิใจและปลื้มใจที่ทำบัตรประชาชนได้เร็ว ก็คืองานของสำนักฯ ท่าน ทำไปทำมา 15 นาทีเท่านั้น พี่น้องได้อานิสงส์ ได้รับการบริการเร็วจนทุกวันนี้ อันนี้ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่มีประโยชน์” นายสุทธิชัยกล่าว

นายสุทธิชัยกล่าวด้วยว่า ฝากสำนักงานเลขานุการสภาฯ ซึ่ง ในการพิจารณางบเต็มไปด้วยเอกสาร เจ้าหน้าที่เก็บไม่ทันทำอย่างไร เช่นมี notebook ให้แต่ละคนนั่งเรียงไปทั้งหมด สามารถดึงข้อมูลจากตรงนี้ได้ จะเป็นส่วนช่วยให้ประหยัดเอกสาร และลดงานให้กับข้าราชการ

อยากให้ผู้บริหารกทม.มอบหมาย ซึ่งผมยังเชื่อมั่นในสำนักยุทธศาสตร์ ที่จะขับเคลื่อนกทม. ให้มีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ตามนโยบายของผู้ว่าฯ และที่สำคัญคือประชาชนได้ประโยชน์” นายสุทธิชัยกล่าว

จากนั้น นายวิฑูรย์ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์ ชี้แจงว่า ในเรื่องการคีย์ข้อมูล โดยหลักการแล้วเราพยายามลดภาระ คีย์ข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น โดยสามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้ทันที และเปิดให้มีส่วนร่วมลงข้อมูลในระบบได้ด้วย อย่างเช่นที่เราเชื่อมระบบ Application ที่เรียกว่า ‘Greener Bangkok’ ซึ่งแสดงพิกัดการปลูกต้นไม้ของทั้งภาคเอกชน รัฐ และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเข้ามาร่วมเป็น user ได้ คือหลัดการในการทำงานเพื่อลดภาระ

ส่วนในการ ‘กำหนดชื่อต้นไม้’ ในอนาคตจะประสานสำนักสิ่งแวดล้อม ให้ดำเนินการ นำฐานข้อมูลชื่อต้นไม้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อไป