หน้าแรก ในประเทศ ณพลเดช ชื่นชม...

ณพลเดช ชื่นชม พระปัญญาการะ เดิน 3,700 กม. เพื่อสันติภาพ รับรางวัล World Peace Award

23.08.26 | 09:07 น.

ณพลเดช ชื่นชม พระปัญญาการะ เดิน 3,700 กม. เพื่อสันติภาพ รับรางวัล World Peace Award


เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและอนุโมทนากับ พระปัญญาการะ หรือ Venerable Bhikkhu Paññākāra ผู้นำโครงการ Walk for Peace ที่ได้รับรางวัล World Peace Award บนเวที World Peace Award International Conference 2026 ณ Stockholm Concert Hall กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยตนมีโอกาสร่วมมอบโล่รางวัลในครั้งนี้ด้วย ถือเป็นอีกภาพหนึ่งที่สะท้อนว่าแนวคิดเรื่องสันติภาพจากพระพุทธศาสนาสามารถเดินทางไปถึงคนทั่วโลกได้จริง เพราะพระปัญญาการะ ไม่ได้เพียงพูดเรื่องสันติภาพ แต่พาคณะพระสงฆ์ออกเดินด้วยเท้าจาก Fort Worth รัฐเท็กซัส ไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระยะทางประมาณ 2,300 ไมล์ หรือกว่า 3,700 กิโลเมตร ใช้เวลานานกว่า 3 เดือน เพื่อสื่อสารเรื่องสติ เมตตา กรุณา และการไม่ใช้ความรุนแรง
นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ Walk for Peace น่าสนใจคือ พระสงฆ์ไม่ได้ออกเดินเพื่อเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลหรือฝ่ายการเมือง แต่ใช้ “การเดิน” เป็นภาษาง่าย ๆ ที่ทุกคนเข้าใจได้ โดยตลอดเส้นทางมีผู้คนออกมาต้อนรับ พูดคุย ร่วมเดิน และให้กำลังใจ แม้ผู้คนเหล่านั้นจะมีพื้นฐานทางศาสนาและวัฒนธรรมแตกต่างกันก็ตาม สื่อระดับนานาชาติอย่าง Associated Press, Reuters, CBS News และ The Washington Post ต่างนำเสนอเรื่องราวของการเดินครั้งนี้ ขณะที่สื่อรายงานว่ามีผู้คนจำนวนมากติดตามและให้ความสนใจต่อภารกิจของพระสงฆ์กลุ่มนี้

“ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะพระท่านไม่ได้บอกว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลก แต่กำลังบอกว่า ถ้าอยากให้โลกสงบ เราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน คำว่าสันติภาพจึงไม่ใช่แค่เรื่องการหยุดสงคราม แต่เป็นเรื่องของการหยุดความโกรธ หยุดความเกลียดชัง และรู้จักเมตตาคนที่อยู่ตรงหน้าเรา” นายณพลเดชกล่าว

Advertisement

สำหรับ Walk for Peace นั้น เริ่มต้นเดินทางจาก Fort Worth รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ก่อนเดินทางผ่านหลายรัฐของสหรัฐฯ และสิ้นสุดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมระยะทางประมาณ 2,300 ไมล์ โดยมีพระสงฆ์เข้าร่วมในขบวนประมาณ 19 รูป และยังมี “Aloka” สุนัขกู้ภัยที่ร่วมเดินทางไปกับคณะพระสงฆ์ กลายเป็นอีกหนึ่งภาพที่ทำให้ภารกิจนี้เป็นที่จดจำของผู้คนจำนวนมาก
นายณพลเดชมองว่า การที่คนอเมริกันจำนวนมากออกมาต้อนรับพระสงฆ์ที่เดินผ่านชุมชนต่าง ๆ เป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังมีทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน รวมถึงปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และความเครียดของผู้คน สังคมกำลังต้องการสิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพที่จับต้องได้” มากกว่าคำพูดสวยหรูบนเวที และการที่พระสงฆ์เดินอย่างสงบไปพบประชาชนทีละเมืองจึงกลายเป็นภาพที่สื่อสารได้ง่ายกว่าการพูดเรื่องสันติภาพในห้องประชุม
“วันนี้คนทั่วโลกมีปัญหาไม่เหมือนกัน แต่มีความทุกข์เหมือนกัน คนหนึ่งกลัวสงคราม อีกคนกลัวไม่มีงานทำ บางคนกลัวอนาคต บางคนมีเงินแต่ไม่มีความสุข ขณะที่บางคนขาดทั้งโอกาสและทรัพยากร ถ้าสังคมไม่มีศีลธรรม ไม่มีความเมตตา และทุกคนคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง สุดท้ายความขัดแย้งก็จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นหลักธรรมจึงยังมีความสำคัญกับโลกยุคใหม่มาก” นายณพลเดช กล่าว


นายณพลเดช กล่าวด้วยว่า อีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทน่าสนใจในเวทีครั้งนี้คือ พระวิเทศปุญญาภรณ์ หรือพระมหาบุญทิน เทาศิริ ประธานสงฆ์วัดพุทธาราม ประเทศสวีเดน และผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนงาน World Peace Award ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของพระธรรมทูตไทยที่นำพระพุทธศาสนาออกไปทำงานในสังคมต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสอนธรรมในวัด แต่สร้างพื้นที่ให้คนต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมเข้ามาพูดคุยกันเรื่องสันติภาพและการอยู่ร่วมกัน
นายณพลเดช มองว่า เรื่องนี้มีจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจกับ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพราะประวัติของพระมหาบุญทินมีความเกี่ยวข้องกับวัดสระเกศ และการทำงานพระธรรมทูตในต่างประเทศ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปก็ทำให้เห็นภาพการเดินทางของพระพุทธศาสนาไทยจากวัดในประเทศไทยออกไปสู่ยุโรป และวันนี้มาอยู่บนเวทีสันติภาพระดับนานาชาติในกรุงสตอกโฮล์ม

“ถ้ามองเป็นเส้นทาง ก็เหมือนจากวัดสระเกศในกรุงเทพฯ ไปสู่งานพระธรรมทูตในต่างประเทศ จากพระธรรมทูตไปสู่วัดไทยในยุโรป และจากตรงนั้นก็เกิดเวทีที่นำพระพุทธศาสนาไปพูดคุยกับคนทั่วโลกเรื่องสันติภาพ นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวัด แต่กำลังเข้าไปตอบโจทย์ปัญหาของโลก” นายณพลเดชกล่าว
และสิ่งที่ทำให้การเดินทางมาร่วมงาน World Peace Award ครั้งนี้มีความหมายมากขึ้น นายณพลเดช ระบุว่า ตนได้นำ “หนังสือประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) – บันทึกว่าด้วยคดีความพระเถระวัดสระเกศ” มาเผยแพร่และแจกให้แก่ผู้ร่วมงานบางส่วน เพื่อให้ผู้ที่มาจากต่างประเทศได้รู้จักพระมหาเถระไทยและประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและงานพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
นายณพลเดช กล่าวว่า การนำหนังสือเล่มนี้มาแจกในงานสันติภาพโลกอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความเป็นจริงกลับมีความหมาย เพราะเป็นการนำ “เรื่องราวจากอดีต” มาเล่าให้กับ “คนของโลกในปัจจุบัน” ได้เห็นว่า งานพระพุทธศาสนาไทยที่ออกไปสู่ต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่มีพระมหาเถระหลายรูปช่วยวางรากฐานมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสมเด็จเกี่ยว ซึ่งมีบทบาทสำคัญด้านงานพระธรรมทูตต่างประเทศ
“ผมอยากให้คนที่ได้รับหนังสือได้รู้ว่า ก่อนที่จะมีพระธรรมทูตไทยเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั่วโลก มีพระมหาเถระรุ่นก่อนที่ทุ่มเทวางระบบและวางรากฐานเอาไว้ การนำหนังสือสมเด็จเกี่ยวมาแจกในงานนี้จึงเหมือนกับการเอาประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาไทยมาเชื่อมกับเรื่องราวของสันติภาพในโลกปัจจุบัน” นายณพลเดชกล่าว
สำหรับเนื้อหาของหนังสือที่กล่าวถึงทั้งประวัติสมเด็จเกี่ยวและบันทึกเกี่ยวกับคดีความของพระเถระวัดสระเกศนั้น นายณพลเดชมองว่า ยิ่งทำให้หนังสือมีคุณค่าในฐานะบทเรียนทางประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาไม่ได้มีแต่เรื่องความสำเร็จหรือความรุ่งเรือง แต่ยังมีช่วงเวลาของปัญหา ความขัดแย้ง และบททดสอบที่ต้องผ่านพ้นไป การนำเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผยจึงช่วยให้คนรุ่นหลังเห็นว่า เมื่อเกิดปัญหา สิ่งสำคัญไม่ใช่การจมอยู่กับความขัดแย้ง แต่ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นและนำบทเรียนกลับมาสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม

นายณพลเดชยังกล่าวถึง สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือ “สมเด็จธงชัย” ว่า หากมองในมุมของการทำงานพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน จะเห็นแนวคิดที่มีจุดร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง คือการนำหลักธรรมและศีลธรรมกลับมาใช้แก้ปัญหาสังคม สร้างความสามัคคี และทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้ แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่า สมเด็จธงชัยมีบทบาทโดยตรงในการจัด World Peace Award 2026 แต่ในเชิงแนวคิดสามารถมองเห็นความสอดคล้องกันระหว่างการส่งเสริมศีลธรรมในประเทศไทยกับการนำหลักสติ เมตตา และความไม่เบียดเบียนไปสร้างสันติภาพในต่างประเทศ

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่ควรมองว่าเป็นภาพใหญ่ของพระพุทธศาสนา พระรุ่นก่อนวางรากฐาน พระธรรมทูตนำพระธรรมออกไปต่างประเทศ และพระสงฆ์รุ่นใหม่กำลังหาวิธีสื่อสารกับโลกในภาษาที่คนยุคนี้เข้าใจได้ อย่าง Walk for Peace คือไม่ต้องพูดมาก แค่เดินอย่างสงบให้คนเห็น ก็ทำให้คนหยุดถามได้แล้วว่า ทำไมพระกลุ่มนี้ถึงเดินไกลขนาดนี้ และเดินไปเพื่ออะไร” นายณพลเดชกล่าว


นายณพลเดช กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เห็นจากงานครั้งนี้คือ “สันติภาพต้องเดินได้” และในขณะเดียวกัน “ธรรมะต้องนำไปใช้ได้จริง” พระปัญญากรและคณะพระสงฆ์ใช้การเดินเป็นเครื่องมือส่งสารถึงผู้คนทั่วโลก ส่วนการนำหนังสือประวัติสมเด็จเกี่ยวและเรื่องราวของวัดสระเกศมาเผยแพร่ ก็เป็นการนำรากฐานทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาไทยมาเชื่อมกับภารกิจในโลกปัจจุบัน เมื่อสองเรื่องมาพบกันบนเวที World Peace Award ที่กรุงสตอกโฮล์ม จึงเกิดภาพที่น่าสนใจว่า จากพระมหาเถระผู้วางรากฐานงานพระธรรมทูตในอดีต สู่พระธรรมทูตในยุโรป และมาถึงพระสงฆ์ที่กำลังเดินเพื่อสันติภาพในโลกยุคใหม่ ทุกยุคต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้พระธรรมไม่อยู่เพียงในหนังสือหรือในวัด แต่สามารถนำมาใช้สร้างความสงบในใจคน และนำไปสู่สังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
การเดิน Walk for Peace ของพระปัญญาการะ ได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายในสหรัฐฯ โดยวุฒิสภารัฐเวอร์จิเนียมีมติยกย่องการเดินดังกล่าวว่าเป็นภารกิจที่ส่งเสริมความเมตตา ความสามัคคี และการไม่ใช้ความรุนแรง และระบุแนวคิดสำคัญว่า “สันติภาพเริ่มต้นจากแต่ละบุคคล” ก่อนขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ ดังนั้น การที่พระปัญญากรเดินทางมารับรางวัลบนเวทีสวีเดนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรับโล่รางวัล แต่เป็นอีกบทหนึ่งของการเดินทางของแนวคิด “สันติภาพจากภายใน” ที่กำลังถูกนำไปสื่อสารกับผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก