หน้าแรก ในประเทศ สทนช. เตรียมพ...

สทนช. เตรียมพร้อมพื้นที่เสี่ยงรับมือน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ช่วง 29 ส.ค.–2 ก.ย.

29.08.26 | 18:08 น.

สทนช. เตรียมพร้อมพื้นที่เสี่ยงรับมือน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ช่วง 29 ส.ค.–2 ก.ย.

 


นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยมี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ) และ 18 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง เข้าร่วมประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดเผยว่า เนื่องจาก สทนช. ได้มีการติดตาม ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์ฝน และได้ออกประกาศฉบับที่ 1/2569 เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 29 ส.ค.–2 ก.ย. 69 เนื่องจากประเทศไทยจะยังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องและมีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักสะสมที่อาจก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น นครราชสีมา บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู กาญจนบุรี จันทบุรี ตราด พังงา และระนอง จึงได้จัดประชุมหารือกับหน่วยงานและจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนติดตามแนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด โดย สทนช. ได้ประสานแจ้งเตือนไปยังจังหวัดดังกล่าวล่วงหน้า เพื่อให้กลไกท้องถิ่นได้เตรียมแผนปฏิบัติรับมือได้ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เตรียมการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศที่มีปริมาณน้ำมาก โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 22 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก โดยปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่จะเข้ามาเติมตลอดฤดูฝน ควบคู่ไปกับการเตรียมการรองรับมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ตลอดจนกำชับให้หน่วยงานและท้องถิ่นที่รับผิดชอบเร่งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวอ่าง พร้อมทั้งเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและตรวจสอบโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เพื่อให้การไหลของน้ำลงสู่ลำน้ำสายหลักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการบูรณาการช่วยเหลือและแจ้งเตือนภัย ปภ. และจังหวัดต่างๆ ได้ชี้แจงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีพร้อมนำเสนอแนวทางปฏิบัติการในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน สทนช. ได้เสนอให้เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงที่ยังขาดระบบโทรมาตรหรืออุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝน เพื่อเติมเต็มช่องว่างข้อมูลให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกันเป็นประจำทุกวันๆ ละ 2 ช่วงเวลา (07.30 น. และ 16.30 น.) เพื่อประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังได้แนะนำการติดตามข้อมูลเรดาร์และกลุ่มฝนผ่านเว็บไซต์ clpp-radar.onwr.go.th เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับข้อมูลที่แม่นยำ สื่อสารตรงเป้า และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

Advertisement