หน้าแรก ในประเทศ กรอบอนุสัญญาว...

กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ไร้สภาพบังคับ เมื่อสภาไทยเปิดประตูให้กลุ่มทุนยาสูบแทรกแซง

31.08.26 | 18:49 น.

กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ไร้สภาพบังคับ เมื่อสภาไทยเปิดประตูให้กลุ่มทุนยาสูบแทรกแซง

 


WHO Framework Convention on Tobacco Control ( WHO FCTC) หรือ กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) จัดเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสุขภาพฉบับแรกขององค์การอนามัยโลก (WorldHealth Organization – WHO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชากรโลกให้ปลอดภัยจากภัยร้ายของการบริโภคยาสูบและการสูดดมควันยาสูบ

กล่าวได้ว่า กรอบอนุสัญญาฯ นี้เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ ในการสกัดกั้นมิให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสู่ประเทศกำลังพัฒนาและหยุดยั้งการเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่

การขับเคลื่อนมาตรา 5.3 ของกรอบ  WHO FCTC ของประเทศไทย หนึ่งในหัวข้อสำคัญในงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24  ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health: CDoH)  จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ซึ่งไทยเข้าร่วมเป็นรัฐภาคี ลงนามไปแล้วตั้งแต่ปี 2547 จึงมีพันธกรณีต้องปฎิบัติตาม

Advertisement

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร คณะทำงานวิชาการ ศจย. ได้หยิบยก เครือรัฐออสเตรเลีย ที่ได้ลงนามเป็นรัฐภาคีของ FCTC มีการพัฒนาแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐในการมีปฎิสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมยาสูบ สาธารณรัฐยูกันดา  ได้พัฒนามาตรการปกป้องนโยบายด้านการควบคุมยาสูบตาม FCTC มาตรา 5.3 ไว้ในกฎหมายควบคุมยาสูบและกระบวนการนโยบายระดับชาติ ส่วนสหราชอาณาจักร จัดพิมพ์รายงานแนวทางปฎิบัติสำหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานรัฐ กับอุตสาหกรรมยาสูบ เผยแพร่ โดยเอกสารรายงานนี้วางกรอบแนวปฏิบัติเพื่อจำกัดการมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงสุขภาพและการดูแลสังคม และอุตสาหกรรมยาสูบ

มาถึงประเทศไทย ดร.วศิน ระบุว่า  มี พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 และมีแนวทางการแก้ปัญหาการแทรกแซงนโยบายสาธารณสุขด้านการควบคุมยาสูบ  ขณะเดียวกัน มีมติครม.ที่ให้ทุกหน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตามมาตรา 5.3

“รัฐบาลควรนำมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกมาใช้กับหน่วยงานรัฐทุกแห่ง เพื่อป้องกันธุรกิจยาสูบแทรกแซงการออกกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี การแก้ข้อบังคับของรัฐสภา และการกำหนดให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ติดต่อกับผู้ประกอบการรายใด หารือเรื่องอะไร และได้ข้อสรุปอย่างไร”

ขณะที่ ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์ กรรมการวิชาการ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธสาธารณสุขแห่งชาติ มองว่า ปัจจุบันนี้บริษัทบุหรี่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะในตลาดขายสินค้า แต่ยังมีความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อกฎหมาย นโยบาย และความคิดเห็นของประชาชน

“วิธีที่พบ มีทั้งการอ้างว่า รัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษี การบอกว่า มาตรการห้ามใช้ไม่ได้ผล การสนับสนุนกลุ่มที่แสดงตัวเป็นผู้บริโภค การลดความน่าเชื่อถือของหน่วยงานสุขภาพ และการเลือกใช้งานวิจัยบางส่วนมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ เป็นต้น”

ในกรณีบุหรี่ไฟฟ้า ศ.ดร.นิทัศน์ ชี้ว่า ผู้สนับสนุนบางส่วนอ้าง ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน หรือผู้บริโภคมีสิทธิเลือกใช้ โดยไม่ได้กล่าวถึงสิทธิของเด็กและคนรอบข้างที่จะไม่รับควันหรือไอระเหยจากผลิตภัณฑ์

ศ.ดร.นิทัศน์ ยังได้แสดงความเห็นถึงมาตรา 5.3 ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐพบผู้ประกอบการเฉพาะกรณีที่จำเป็น หน่วยงานต้องเปิดเผยว่า พบใคร หารือเรื่องใด มีใครเข้าร่วม และตกลงอะไร หน่วยงานรัฐต้องไม่รับเงิน ของขวัญ หรือสิทธิประโยชน์ที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจ ส่วนผู้ที่ทำงานให้หรือเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของธุรกิจยาสูบ “ไม่ควร” ร่วมลงมติเรื่องกฎหมายยาสูบ

ในส่วนของฝ่ายบริหาร รัฐสภา นายนิพนธ์ เล็กใบ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร อธิบายถึงมาตรา 5.3  WHO FCTC  คือมาตรการที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องปกป้องนโยบายสาธารณสุขและควบคุมยาสูบจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ สภาผู้แทนฯ 500 คน เชื่อว่า น้อยคนจะรู้เรื่องนี้

นายนิพนธ์  กล่าวต่อว่า วันนี้ ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ก็ยังไม่ได้ห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบเข้ามาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ แม้ผลการพิจารณาอาจทำให้บุคคลนั้นได้หรือเสียประโยชน์โดยตรง  จึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภากำหนดให้กรรมาธิการ ที่ปรึกษา และผู้เข้าร่วมพิจารณากฎหมายแจ้งความเกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบก่อนรับตำแหน่ง ผู้ที่มีส่วนได้เสียควรถอนตัวจากการลงมติ

“เท่าที่ดู มาตรา 5.3 WHO FCTC  สอดคล้องกับ  รัฐธรรมนูญไทย 2560 มาตรา 47 มาตรา 55 และกฎหมายภายในของฝ่ายนิติบัญญัติ มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับมาตรา 5.3 ขององค์การอนามัยโลก คือ ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และวุฒิสภา 2562”นายนิพนธ์ ระบุ และว่า รัฐสภาควรใช้มาตรฐานจริยธรรมเดียวกันทั้งสองสภา และบังคับใช้กับที่ปรึกษาทุกประเภท เพื่อไม่ให้เปลี่ยนสถานะหรือตำแหน่งเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

นายวัฒนากร สั้นนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  กล่าวถึงปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับสิทธิในสุขภาพ สิทธิเด็ก และสิทธิที่จะได้รับอากาศสะอาด ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีสิทธิตัดสินใจเรื่องของตน แต่การใช้สิทธินั้นต้องไม่ทำให้เด็ก ครอบครัว หรือคนรอบข้างรับสารอันตรายโดยไม่ยินยอม

“อากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนต้องขอความร่วมมือจากผู้สูบเป็นรายครั้ง แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครอง ส่วนมาตรา 5.3 จะช่วยปิดช่องไม่ให้ธุรกิจยาสูบเข้ามาต่อรองสิทธินี้ผ่านเงิน ความสัมพันธ์ หรืออำนาจทางการเมือง”