เมื่อวันที่ 2 กันยายน เวลา 11.00น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์, น.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ร่วมแถลงข่าวกรณีดาต้าเซนเตอร์
นายชัชชาติ กล่าวว่า ขออนุญาตชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ และเป็นที่กังวลของเรา และทางกทม. ด้วย เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทางรัฐบาลเองก็ได้เริ่มดำเนินการแล้ว และวันนี้ได้เชิญหน่วยงานต่างๆร่วมชี้แจง
“กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราได้รับการแจ้งตั้งแต่เรื่อง ตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้ โรงพยาบาลพระราม 9 และได้สั่งให้มีการหยุดไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติม ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ก่อน และทางทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้า การประปา กรมธุรกิจพลังงาน ก็ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติม ให้มีการสำรองคลังน้ำมัน นั่นคือเบื้องต้น ตอนนี้ทุกอย่างไม่มีการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เหมือน ศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ ที่ใช้การเก็บข้อมูลและประมวลผล โดยมีมานานแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นระบบที่ให้บริการคลาวด์ ในการอยู่ภายในของบริษัทเอง
“ที่บอกว่าในกรุงเทพมี 30-40 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นของที่มีมานาน และให้บริการตัวเองอยู่ แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีเปลี่ยนไป รูปแบบธุรกิจเปลี่ยน มันมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นเหมือนกับตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ขนาดใหญ่ เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์กับหน่วยงานอื่น ไม่ใช่หน่วยงานตนเอง
เพราะฉะนั้นช่วงที่ผ่านมาเรามีดาต้าเซ็นเตอร์แบบนี้ที่มาขออนุญาต กทม.ตั้งแต่ พ.ศ.2564-2565 ทั้งหมด 6 แห่ง และมีการได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 3 แห่ง ตั้งแต่ปี2565-2566 แต่อีก 3 แห่งตอนนี้ก็หยุดให้ไปทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปถึงข้อกังวัลต่างๆ ว่า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เคยมีนิยามในกฎหมาย เพราะฉะนั้นเวลาขออนุญาตจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคลังสินค้า
“เพราะฉะนั้นเรื่องผังเมือง เราถามแล้วก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำEIA เรื่องเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมก็ไม่ต้องมีการขออนุญาตใบโรงงานอุตสาหกรรม จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องพวกนี้
ซึ่งปัจจุบัน ต้องมีการทบทวนรายละเอียด ซึ่งผมว่าก็ดี เพราะว่าสำนักนายกเองได้ประกาศเรื่องคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้ว คือจะกระบวนการทบทวน รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นผังเมือง EIA ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบปัจจุบันมากขึ้น
เรื่องที่ 2 ที่กังวลคือเรื่องการใช้ไฟฟ้า ต้องเรียนว่าดาต้าเซ็นเตอร์มันมีขนาดแตกต่างกัน ถ้าเป็นขนาดที่อยู่ในกรุงเทพ ก็จะอยู่ระหว่าง 20 กว่าเมกะวัตต์ แต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัด อาจจะเป็นขนาดถึง เป็น 100 เมกะวัตต์ เดี๋ยวให้ทางการไฟฟ้า ให้ข้อมูลเพิ่มเติม” นายชัชชาติ กล่าว
จากนั้น นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า ในส่วนของ MEA ส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพ ไม่ใช่ขนาดใหญ่ ที่เป็นคลาวด์อยู่แค่ขนาด 20 เมกะวัตต์ ใช้จริงอยู่ที่ 8 เมกะวัตต์ และปกติเราจะจ่ายไฟแยก โดยที่ไม่กระทบกับประชาชน
“พื้นที่ที่มาขอไฟ ก็จะมีพื้นที่ที่เราสามารถ ให้บริการระบบไฟฟ้าได้ ถ้ามองว่าขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในพื้นที่กทม. ถ้าเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐาน ที่ธุรกิจใหญ่ ๆ ถือว่าน้อยมาก ถ้าอย่างห้างสรรพสินค้าจะขนาดใหญ่กว่านี้ หรือแม้กระทั่งโครงการใหญ่ ๆ ก็เป็น 100 เมกะวัตต์ การที่เราจะขออนุญาต เรามีมาตรฐาน การเชื่อมต่อ การตรวจสอบความปลอดภัยทั้งเรื่องอุปกรณ์ มาตรฐานการเชื่อมอันนี้ได้รับมาตรฐานอยู่ และยืนยันว่าปลอดภัย ” นายเกษม กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวสรุปว่า การไฟฟ้า คือ ปริมาณที่ใช้ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพไม่ได้ใหญ่ เหมือนอยู่ในอีอีซี
“อันนั้นเป็นระดับ 100 เมกะวัตต์ ในกรุงเทพกว่าจะอยู่ที่ระดับ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งการไฟฟ้าก็ยืนยันว่าไม่ได้มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนในกรุงเทพ แต่ต้องคอยติดตามต่อไปและโครงการขนาดใหญ่ ตอนนี้ก็ไม่อนุญาตเพิ่มเติม และมาตรฐานการเพิ่มไฟเป็นยังไง มาตรฐานความปลอดภัยของการเชื่อมโยงเรื่องไฟฟ้า” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อไปถึงเรื่องน้ำ เนื่องจาก ดาต้า เซ็นเตอร์ จะมีการผลิตความร้อน ต้องมีน้ำที่มาใช้ระบบหล่อเย็น เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก อาจจะกังวลเรื่องการใช้น้ำ
จากนั้น นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ณ ปัจจุบัน รายใหญ่ ๆ ที่มีการใช้น้ำในปัจจุบัน ใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ราว 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน
“ถ้าถามว่าขนาดนี้เทียบกับขนาดของการให้บริการสถานประกอบการอย่างไร เรียนว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ใช้อยู่เดือนละประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ใช้อยู่ใช้อยู่ประมาณ เดือนละ 3-4 หมื่น ลูกบาศก์เมตร ต่อเดือน” นายสุพิเชฐ กล่าว
นายสุพิเชฐ กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร ยังไม่เกิดผลกระทบในการให้บริการน้ำประปาที่เพียงพอแก่ลูกค้าในเขตการประปานครหลวง สำหรับการดำเนินการในอนาคต การประปานครหลวงพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ ของกระทรวงพลังงาน ของกรุงเทพมหานคร เราจะพยายามทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้าประชาชนในการใช้น้ำประปาไม่เกิดขึ้น หรือให้น้อยที่สุด
ด้านนายชัชชาติกล่าวว่า ตอนนี้การใช้ยังไม่มีผล และในอนาคตต้องดูให้ละเอียด เราต้องรับคำจากประชาชน เรื่องน้ําประปาว่าจะพอหรือไม่ ปัจจุบันการใช้ยังไม่มีนัยสำคัญ แต่ในอนาคตต้องดูตามข้อกังวล
ส่วนเรื่องน้ำเสีย ลักษณะของการใช้น้ำจะเป็นน้ำที่ใช้ไปหล่อเย็น ไปหล่อเครื่องไม่ได้มีเรื่องการเกิดโซลูชั่นอะไร แล้วเขาก็พยายามจะเอาน้ํากลับมาใช้ใหม่ ส่วนหนึ่งก็จะระเหยไปเป็นไอ ส่วนหนึ่งก็จะกลับมาใช้ใหม่ หรือเอาไปรดน้ําต้นไม้
“เรื่องน้ำเสียตอนนี้ยังไม่ได้มีข้อที่กระทบว่าจะมีการปล่อยน้ำเสีย แต่ก็ต้องมอนิเตอร์ต่อไปว่ามีการปล่อย น้ำที่มีอุณหภูมิสูงหรือไม่ ที่ลงมาในคูคลองต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกต และต้องไปรับ ดำเนินการต่อไป อันนี้สุดท้ายถ้ามันอยู่ในเรื่องEIA ก็จะทำให้เรามีการมอนิเตอร์ตรงนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่ง ที่ประชาชนกังวลกันเยอะ คือเรื่องการสะสมน้ำมันเพราะว่าข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์มันต้องมีไฟสำรองโดยปกติ ต้องสำรอง 48 ชั่วโมง เป็นข้อกำหนดสากลว่าต้องมีการปั่นไฟสำรอง ทำให้ต้องมีการสะสมน้ำมัน
“ตามกฎหมายการสะสมน้ำมันเป็นของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งกฎหมายบอกว่า ถ้าสะสมโดยไม่ได้แจกจ่ายให้คนอื่น เอา มาใช้เป็นภายในของตัวเอง สะสมได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร แต่ถ้าจากนั้นแล้ว มันจะติดเป็นเรื่องของคลังน้ำมัน จะอยู่ในผังเมืองไม่ได้ อันนี้ผมเข้าใจว่า อันนี้ก็เป็นกรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้รับผิดชอบดูแล” นายชัชชาติ กล่าว

