‘เอกสิทธิ์’ นำเครือข่ายนายจ้าง หารือ ‘รมว.แรงงาน’ ยืนยันคุ้มครองสิทธิตามกม.

2.09.26 | 19:22 น.

‘เอกสิทธิ์’ นำเครือข่ายนายจ้าง หารือ ‘รมว.แรงงาน’ ยืนยันคุ้มครองสิทธิตามกม. แนะรัฐเปิดทดลองระบบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างฯให้พร้อมก่อนใช้จริง 1 ต.ค.นี้


เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนสภาองค์การนายจ้างทั่วประเทศ เข้าหารือร่วมกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถึงแนวทางการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีกำหนดเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นายจ้างให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ลูกจ้างพึงมีอย่างเต็มที่ พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้แก่ภาคแรงงาน ซึ่งเรื่องนี้ มองว่า ทางภาครัฐควรสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ เพื่อให้ภาคแรงงานที่เป็นลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างได้ทราบถึงความจำเป็น เหมาะสม เป็นธรรม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงทั่วประเทศ

Advertisement

นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าว ยังมีข้อกังวล เรื่องความพร้อมของระบบบริหารจัดการโดยรวม เช่น ขั้นตอนการหักเงินค่าจ้าง การนำส่ง การจัดทำบัญชีรายบุคคล การจัดการสิทธิเมื่อมีการเปลี่ยนงาน ความเชื่อมโยงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การคำนวณดอกผล ตลอดจนความพร้อมของระบบสารสนเทศและบุคลากร ซึ่งภาครัฐควรมีมาตรการสำรองเพื่อรับมือ หากระบบบริหารจัดการเกิดข้อขัดข้อง เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่อทั้งนายจ้าง สถานประกอบการ และสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างด้วย

“สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวแทนภาคนายจ้าง ขอฝากถึงรัฐบาลได้มีการเปิดระบบเพื่อทำการทดสอบการใช้งานและยืนยันความพร้อมด้วยข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเริ่มจัดเก็บจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะลูกจ้างได้รับสิทธิพื้นฐานที่ถูกต้อง เหมาะสมและเป็นธรรมตามหลักกฎหมายแรงงาน ขณะเดียวกันเพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมต่อฝ่ายนายจ้างด้วย เพื่อให้การเปิดกองทุนฯในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และความเชื่อมั่นที่มีต่อภาครัฐร่วมกันทั้งระบบ” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของ กองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินสำรองเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการ ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยมีเป้าหมายช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน มีผลบังคับใช้ วันที่ 1 ต.ค. 2569 ซึ่งจะหักเงินออม 0.25% ทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้างต้องสมทบเท่ากัน