นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ยกบทเรียนสหรัฐ ผุด Data Center หวังเป็นผู้นำ AI แต่ปชช.ท้องถิ่นต้องแบกค่าไฟ-ความเสี่ยง แนะไทยแก้กฎหมายปิดช่องโหว่
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผย ผ่านเฟซบุ๊ก “Sonthi Kotchawat” เกี่ยวกับ Data Center ที่โผล่กลางกรุง ถึงบทเรียนจากสหรัฐอเมริกา รวมถึงการปิดช่องโหว่กฎหมาย Data Center
โดยระบุว่า “Data Center บทเรียนจากสหรัฐอเมริกา การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Data Center ในสหรัฐอเมริกาเพื่อรองรับระ บบ AI และคลาวด์ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและกระเป๋าเงินของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งในแง่บวกและแง่ลบอย่างรุนแรง ดังนี้
1.ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นและเสี่ยงไฟดับ
1.1.ภาระค่าไฟชุมชน ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่าราคาค่าไฟขายส่งในพื้นที่ใกล้ Data Center ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึง 267% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากโรงไฟฟ้าต้องแบกรับภาระจ่ายไฟมหาศาลทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถูกผลักมาที่ภาคครัวเรือน
Data Center ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมาก ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyper scale) บางแห่งใช้ไฟเทียบเท่ากับบ้านเรือนมากกว่า 100,000 หลัง ความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงส่งผลให้ราคาค่าไฟขายส่งในบางพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในรัฐเวอร์จิเนีย มีการคาดการณ์ว่าบิลค่าไฟของประชาชนอาจเพิ่มขึ้น $14 ถึง $37 ต่อเดือนภายในปี 2040 เพื่อนำเงินไปสมทบทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับ Data Center เหล่านี้
1.2.ความมั่นคงทางพลังงาน ในบางรัฐ เช่น เท็กซัส เกิดปรากฏการณ์ “Ghost Demand” หรือความต้องการพลังงานแฝง ที่ทำให้ระบบสายส่งไฟฟ้าในท้องถิ่นตึงตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟดับในชุมชนช่วงที่มีการใช้ไฟพีค
2. แย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง
2.1.ปัญหาน้ำขาดแคลน Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้น้ำหลายล้านลิตรต่อวันในระบบหล่อเย็นเพื่อป้องกันเซิร์ฟเวอร์ไม่ให้ร้อนจัด พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งหรือขาดแคลนน้ำ มีการดึงน้ำไปใช้ของ Data Center จะสร้างความตึงเครียดให้กับชุมชน เช่น ในเมืองหนึ่งของรัฐออริกอน พบว่า Data Center ของ Google เคยดึงน้ำประปาของเมืองไปใช้สูงถึง 25% ของปริมาณน้ำทั้ง หมดส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่เหลือให้ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันและการเกษตร
2.2.ผลกระทบต่อเกษตรกรรม การดึงน้ำไปใช้ในปริมาณมหาศาลส่งผลกระทบต่อระดับน้ำใต้ดิน ทำให้ชุมชนโดยรอบและเกษตรกรในพื้นที่แห้งแล้งของสหรัฐฯ ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค
3.มลพิษทางเสียงและอากาศ (Noise & Air Pollution)
3.1.มลพิษทางเสียง พัดลมระบายความร้อนขนาดอุตสาหกรรมและระบบปรับอากาศทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่งเสียงหึ่ง (Humming sound) ต่อเนื่องที่อาจดังเกิน 85-90 เดซิเบล ส่งผลให้คนในชุมชนใกล้เคียงนอนไม่หลับ เครียดสะ สม และส่งผลต่อสุขภาพจิต
3.2.มลพิษทางอากาศ ในกรณีที่ไฟตก หรือไฟดับ ศูนย์ข้อมูลจะใช้ “เครื่องปั่นไฟสำรองพลังงานดีเซล” ซึ่งปล่อยมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง และก๊าซเรือนกระจกออกมา เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง
4.การใช้พื้นที่และการเปลี่ยนแปลงของชุมชน (Land Use)
ขนาดของ Data Center ในปัจจุบันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากการกว้านซื้อที่ดิน ทำให้อสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เกษตรกรรมลดลงอีกทั้งบางแห่งยังสร้างใกล้เขตที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบางโดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์อย่างโปร่งใส ส่งผลให้เกิดการประท้วงและการออกกฎหมายระงับการสร้าง (Moratorium) ในหลายรัฐ เช่น นิวยอร์ก และมิชิแกน
5.ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน (Economic Trade-offs)
5.1.ข้อดี การเข้ามาของบิ๊กเทคช่วยสร้างรายได้จาก ภาษีท้องถิ่น มหาศาลให้แก่รัฐ (เช่น Loudoun County ในเวอร์จิเนียได้รายได้ภาษีส่วนนี้เข้ามาบำรุงท้องถิ่นอย่างมาก) และช่วยสร้างงานสร้างรายได้ที่ดีให้กับวิศวกร ช่าง ไฟฟ้า และผู้รับเหมาใน ช่วงก่อสร้าง
5.2.ข้อจำกัด หลังจากสร้างเสร็จแล้ว Data Center ใช้เจ้าหน้าที่ประจำในการดูแลน้อยมาก (เฉลี่ยเพียง 25 ถึง 150 คนต่อแห่งเท่านั้น) ซึ่งไม่ได้ช่วยเพิ่มการจ้างงานระยะยาวให้คนในชุมชนมากเท่ากับอุตสาหกรรมอื่นๆ
6.รัฐบาลผลักดันให้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น บริษัท Google, Microsoft, Amazon มีนโยบายใช้พลังงานสะอาดทำให้เกิดการลง ทุนสร้างทุ่งโซลาร์เซลล์ (Solar Farm) หรือ กังหันลมในอเมริกา ซึ่งช่วยลดมล พิษในภาพรวมให้กับประชาชน เม็ดเงินภาษีจากดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยให้รัฐและเมืองท้องถิ่นมีงบประมาณไปพัฒนาโรงเรียน ถนน และระบบสาธาร ณูปโภคโดยไม่ต้องขึ้นภาษีประชาชน
Data Center แนวโน้มและข้อขัดแย้งปัจจุบัน (ปี 2026) ในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ (ผ่านทาง EPA) พยายามผ่อนปรนกฎเกณฑ์และเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติให้เร็วขึ้น (Streamlining) เพื่อให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI แต่กลับส่งผลให้เกิด การต่อต้านอย่างหนักในระดับท้องถิ่น
1.นโยบายผ่อนปรนล่าสุด (ปี 2026) องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกา (US.EPA) ได้ออกกฎผ่อนปรนให้โรงไฟฟ้าที่เป็นระบบแยกอิสระ (Islanded Power Plants) ที่สร้างขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้ Data Center โดยเฉพาะได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของโครงการควบคุมฝนกรด (Acid Rain Program) เพื่อให้ตั้งระบบและสร้างอาคารได้รวดเร็วขึ้น
2.มีการระงับชั่วคราว (Moratoriums) หลายรัฐ เช่น เท็กซัส นิวยอร์ก และรัฐเมน เริ่มสั่งระงับหรือชะลอการออกใบอนุญาตสร้าง Data Center ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและปัญหาน้ำแล้งในชุมชน
ผู้บริหารของ EPA แถลงว่าจะไม่มีการออกข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรม AI บังคับใช้ทั่วประเทศ (Nationwide) แต่จะส่งผ่านอำนาจในการพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสมให้เป็นหน้าที่ของรัฐและชุมชนท้องถิ่นแทน
3.การฟ้องร้อง (Litigation) กลุ่มสิ่งแวด ล้อมและชุมชนหันมาใช้สิทธิตามกฎ หมายฟ้องร้องผู้ประกอบการดาต้าเซ็น เตอร์มากขึ้น (เช่น กรณีฟ้องร้อง xAI ในรัฐมิสซิสซิปปี เรื่องการติดตั้งเครื่องปั่น ไฟก๊าซโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง) เนื่องจากกังวลเรื่องมลพิษทางเสียงและอากาศ
ปิดช่องโหว่กฎหมาย Data Center
การปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและแนว ทางบริหารจัดการ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) กลางเมือง เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนให้มากที่สุด อาจดำเนินการได้ ดังนี้
1.การอุดช่องโหว่ทางกฎหมายและการผังเมือง (Regulatory & Zoning)
1.1.กำหนดนิยามประเภทอาคารเฉพาะ ใช้คำนิยาม “Data Center” ที่เพิ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ นำไปปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารแยกต่างหากจากคลังสินค้าทั่วไป
1.2.บังคับทำ EIA โดยกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ที่มีกำลังการใช้ไฟหรือขนาดพื้นที่ตามเกณฑ์ ต้องผ่านการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนได้รับใบอนุญาต
1.3.จัดโซนนิ่ง (Zoning) จำกัดการก่อสร้างให้อยู่ในผังเมืองเขตอุตสาห กรรม (สีม่วง) หรือเขตพาณิชยกรรมเฉพาะที่ไม่หนาแน่น ห้ามสร้างในเขตชุมชนหนาแน่นหรือใกล้โรงพยาบาล
2.การควบคุมความปลอดภัยและการใช้ทรัพยากร (Resource & Hazard Management)
2.1.คุมเข้มคลังน้ำมันสำรอง บังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด โดยตรวจสอบปริมาณการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุก เฉิน ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยและการระเบิดขั้นสูง รวมถึงป้องกันไม่ให้มีกลิ่นและคราบน้ำมันรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
2.2.แยกโครงสร้างพื้นฐาน (น้ำ-ไฟ) โดยการไฟฟ้าและการประปาต้องยืน ยันและแยกสายส่ง-ท่อจ่ายไฟและน้ำของ Data Center ออกจากระบบจ่ายไฟและน้ำส่วนรวมของประชาชนอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันปัญหาแย่งใช้ทรัพ ยากร
2.3.บังคับใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนหรือบังคับให้ใช้พลังงานหมุนเวียนด้วย (เช่น โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อลดภาระของกริดไฟฟ้าหลัก
3.การจัดการมลพิษทางสิ่งแวดล้อมภายในสถานประกอบการ (Environ mental working area Controls)
3.1.ระบบหล่อเย็นแบบปิด (Closed- Loop Cooling) บังคับให้ใช้ระบบหมุน เวียนน้ำภายในเพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำ และน้ำที่ระบายออกต้องผ่านการบำบัด ลดอุณหภูมิ และตรวจสารเคมีปนเปื้อนก่อนปล่อยสู่ภายนอก
3.2.ควบคุมเกาะความร้อน (Urban Heat Island) ติดตั้งแนวระบายความร้อนที่พ่นขึ้นสู่ด้านบนในระดับสูง ไม่พ่นออกด้านข้างใส่ชุมชนและรอบอาคารต้องทำแนวพื้นที่สีเขียว (Green Buffer Zone) ปลูกต้นไม้หนาแน่นเพื่อดูดซับความร้อนและกลิ่น
3.3.กำแพงกั้นเสียง (Sound Barriers) ติดตั้งวัสดุซับเสียงและกำแพงกั้นเสียงบริเวณเครื่องจักรรวมถึงหอหล่อเย็น (Cooling Tower) เพื่อลดมลพิษทางเสียงที่ดังต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรบกวนการนอนหลับของชาวบ้าน
4.การเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วม (Transparency & Community Engagement)
4.1.ทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เปิดให้ประชาชนในพื้นที่รอบข้างรับทราบข้อมูลและร่วมแสดงความคิดเห็นก่อนเริ่มโครงการ
4.1.ตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบให้มีตัวแทนชุมชน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ เข้าตรวจวัดค่าความร้อน เสียงและมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นควันจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟ)รวมทั้งสิ่งแวดล้อม เป็นระยะๆ

