หน้าแรก ในประเทศ สบส.-สปสช.ตรว...

สบส.-สปสช.ตรวจคลินิก หมอปากแซ่บ พบตกมาตรฐานบริการหลายข้อ

4.09.26 | 17:23 น.

สบส.-สปสช.ตรวจคลินิก’หมอปากแซ่บ’พบตกมาตรฐานบริการหลายข้อ


วันที่ 4 กันยายน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงตรวจคลินิกชุมชนอบอุ่น
ตามที่ปรากฎข่าวกรณีแพทย์คนหนึ่งในคลินิกชุมชนอบอุ่น ที่มีพฤติกรรมด่าทอและโทรศัพท์ข่มขู่ผู้ป่วย โดยเหยียดหยามผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาล 30 บาท (บัตรทอง) ว่าเป็น “คนไข้ชั้นต่ำ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส. ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย และกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ของ สปสช. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานพยาบาล ที่ตั้งอยู่บนถนนเจริญพัฒนา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ในวันนี้ เบื้องต้นพนักงานเจ้าหน้าที่พบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ได้แก่

1.ไม่มีแพทย์ผู้ปฎิบัติงานอยู่ประจำสถานพยาบาล และ 2.ไม่มีแพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล เนื่องจากแพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ยกเลิกการปฎิบัติงานในสถานพยาบาลไปก่อนหน้า รวมทั้ง พบประเด็นความไม่ถูกต้องในการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงบริการ เช่น การจ่ายยาโรคเรื้อรังเพียง 3-7 วัน ซึ่งทาง สปสช. อยู่ระหว่างพิจารณาระงับการให้บริการของสถานพยาบาลดังกล่าว และส่งต่อผู้ป่วยไปรับบริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

Advertisement

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า การสื่อสารด้วยความเคารพและเห็นอกเห็นใจเป็นหัวใจสำคัญของวิชาชีพแพทย์ โดยแพทย์ผู้ให้บริการควรจะต้องจัดการอารมณ์และสภาวะจิตใจอย่างเหมาะสม มุ่งเน้นการสื่อสารเชิงบวกกับผู้ป่วย ด้วยผู้ป่วยและญาติมักอยู่ในภาวะเปราะบางทางอารมณ์ คำพูดที่นุ่มนวล และสุภาพย่อมลดความตึงเครียด ซึ่งส่งผลดีต่อสภาวะจิตใจและการฟื้นตัวของร่างกาย อีกทั้ง การปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความเมตตาและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแกนหลักของจริยธรรมทางการแพทย์

กรณีที่แพทย์มีพฤติกรรมการใช้ถ้อยคำอันไม่เหมาะสม เหยียดหยามผู้ป่วยนั้น อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2565 ในข้อ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประพฤติหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และข้อ 23 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยสุภาพและปราศจากการบังคับขู่เข็ญ เว้นแต่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่ง สบส.จะมีการรวบรวมข้อมูลดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ด้าน นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์(พม.) เปิดเผยว่า หลังจากกรณีของคลินิกดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านสื่อ ได้มีผู้ป่วยหลายรายติดต่อเข้ามาร้องเรียนเพิ่มเติม โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. พบข้อร้องเรียนสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการของคลินิกอย่างน้อย 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ กรณีผู้ป่วยร้องเรียนว่าไม่ได้รับใบส่งตัวเพื่อไปรักษาต่อ ซึ่งที่ผ่านมา สปสช.เคยมีการตักเตือนและให้ดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่ยังคงมีข้อร้องเรียนในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น

ส่วนประเด็นที่สอง คือ เรื่องการจ่ายยาให้กับผู้ป่วย โดยมีข้อมูลร้องเรียนว่าผู้ป่วยบางรายได้รับยาเพียงครั้งละประมาณ 7 วัน ทั้งที่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังและบางรายจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต้องเดินทางกลับมารับยาบ่อยครั้ง เพิ่มทั้งภาระค่าใช้จ่ายและความไม่สะดวกในการรักษา ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการจ่ายยาในลักษณะดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกรณีล่าสุดที่หญิงผู้ป่วยโรคเรื้อรังนำหลักฐานเข้าร้องเรียน โดยกล่าวหาว่าแพทย์มีพฤติกรรมด่าทอและใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อผู้ป่วย รวมถึงมีการพูดถึงอาการป่วยและกล่าวในลักษณะว่าอาจเสียชีวิตภายในอายุ 40 ปี ซึ่งนายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า ถ้อยคำในลักษณะดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะอาจกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง และทำให้ผู้ป่วยเกิดความหวาดกลัวหรือสูญเสียความเชื่อมั่นในการรักษา

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุด้วยว่า เรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการปฏิบัติต่อผู้ป่วยในลักษณะที่ถูกร้องเรียนอาจส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย จึงต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

วันนี้จึงมีการประสานกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิก โดยจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบมาตรฐานและการให้บริการ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งกำลังเข้าร่วมดูแลพื้นที่ และมีผู้ร้องเรียนเดินทางมาร่วมให้ข้อมูลด้วย

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ก่อนเข้าตรวจสอบจะขอพูดคุยกับเจ้าของคลินิกและแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีคำพูดที่ถูกร้องเรียน ตลอดจนประเด็นการออกใบส่งตัวและการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

ส่วนการดำเนินการในระบบหลักประกันสุขภาพ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า หากผลการตรวจสอบพบว่าการให้บริการเข้าข่ายสร้างความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายของ สปสช. เพื่อระงับปัญหา รวมถึงพิจารณายุติสัญญากับหน่วยบริการดังกล่าว

พร้อมกันนี้ หากมีการยุติสัญญากับคลินิก จะต้องจัดระบบรองรับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษาอยู่เดิม โดยประสานย้ายผู้ป่วยไปยังหน่วยบริการหรือสถานพยาบาลใกล้เคียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการรักษา

ส่วนกระแสข้อมูลว่าแพทย์รายดังกล่าวเคยย้ายสถานพยาบาลหรือมีความเกี่ยวข้องกับคลินิกหลายแห่ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุหรือรายละเอียดได้ในขณะนี้ และจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อน หากพบว่ามีคลินิกอื่นที่เกี่ยวข้องกับแพทย์รายดังกล่าวและอยู่ในระบบบริการเดียวกัน ก็จะตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป