‘ชัชชาติ’ ฟาดกลางเวทีต้านโกง ลั่นอย่าจับแค่ ‘คนโกง’ ต้องรื้อทั้งระบบ ชี้ซื้อเสียง-ซื้อเก้าอี้ ต้นตอคอร์รัปชัน
เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในเวทีเสวนา “โกงได้ แก้ได้” เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งจัดโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ถึงแนวทางรับมือปัญหาการทุจริตว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องมองให้เห็นทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจับคนที่กระทำผิดเป็นรายกรณี เพราะการทุจริตมีความเชื่อมโยงกับทั้งระบบราชการ ผู้มีอำนาจ ภาคเอกชน กลไกตรวจสอบ และประชาชน โดยประชาชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างไม่โปร่งใส
นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การทุจริตที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างที่มีราคาสูงผิดปกติ ไปจนถึงรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งการเอื้อประโยชน์ การรับผลประโยชน์ การหลีกเลี่ยงกลไกตรวจสอบ การใช้ดุลยพินิจ การตีความกฎหมายในลักษณะที่เปิดช่องให้เกิดประโยชน์แก่บางฝ่าย รวมถึงการใช้นโยบายหรือการแต่งตั้งบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ซึ่งบางกรณีอาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนในระยะยาวและตรวจสอบได้ยากกว่าการทุจริตโดยตรง
“ถ้าจะจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้ได้จริง เราต้องไม่มองเพียงว่ามีใครเป็นคนโกง แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางว่าใครมีอำนาจ ใครเป็นคนตัดสินใจ ระบบเปิดช่องตรงไหน และประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าระบบยังเอื้อให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ ต่อให้มีกลไกตรวจสอบจำนวนมาก ปัญหาก็ยังเกิดซ้ำได้ ดังนั้นการสร้างระบบที่โปร่งใสและทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การลงโทษคนที่กระทำผิด” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้นตอสำคัญประการหนึ่งของปัญหาทุจริตอยู่ที่กระบวนการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากร หากมีการซื้อขายตำแหน่งหรือปล่อยให้บุคคลที่ไม่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่แรก ย่อมส่งผลต่อการทำงานขององค์กรในระยะยาว เช่นเดียวกับการซื้อเสียงทางการเมือง เพราะเมื่อได้ตำแหน่งมาจากการใช้เงิน ก็อาจเกิดแรงกดดันให้ต้องแสวงหาผลประโยชน์เพื่อชดเชยต้นทุนที่เสียไป ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนบางส่วนยอมรับเงินซื้อเสียงอาจสะท้อนถึงความไม่มั่นใจว่าระบบของรัฐจะสามารถสร้างประโยชน์และบริการที่มีคุณภาพให้กับประชาชนได้มากพอ

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หากระบบราชการสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะเห็นว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากระบบที่ดีมีมูลค่ามากกว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่ได้รับจากการซื้อเสียง ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งในระดับบุคคลและระดับระบบ โดยเฉพาะการลดช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริต เช่น การใช้ดุลยพินิจมากเกินไป ข้อมูลที่ไม่เปิดเผย การตรวจสอบที่ทำได้ยาก และกระบวนการทำงานที่ประชาชนต้องพบเจ้าหน้าที่โดยตรง
“ผมคิดว่าการต่อต้านการโกงไม่ควรเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทุกคนต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ถ้าเป็นผู้นำก็ต้องสร้างมาตรฐานให้เห็นชัด ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงานตามกฎหมายและความถูกต้อง ถ้าเป็นประชาชนเมื่อพบสิ่งผิดปกติก็ต้องกล้าแจ้ง และภาครัฐต้องทำให้คนที่แจ้งรู้สึกว่าการแจ้งของเขามีความหมายและนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง เมื่อแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง ระบบโดยรวมก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือกฎหมายและระเบียบราชการบางส่วนที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ทำให้ภาคเอกชนหรือประชาชนไม่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างสะดวก และอาจกลายเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ที่มีเจตนาไม่ดีนำไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ แต่ต้องทบทวนกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและลดเงื่อนไขที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต
สำหรับกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ กล่าวว่า แนวทางหนึ่งที่นำมาใช้คือการเปลี่ยนกระบวนการให้บริการประชาชนจากการติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงไปสู่ระบบออนไลน์ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ซึ่งเดิมกระบวนการแบบปกติใช้เวลาประมาณ 45 วัน แต่หากดำเนินการผ่านระบบออนไลน์สามารถลดระยะเวลาเหลือประมาณ 14 วัน นอกจากช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนแล้ว ยังช่วยลดการใช้ดุลยพินิจและลดโอกาสที่จะเกิดการเรียกรับผลประโยชน์จากการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน
นายชัชชาติ กล่าวว่า หลักการดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับงานภาครัฐในหลายด้าน เพราะเมื่อขั้นตอนต่างๆ ถูกนำเข้าสู่ระบบออนไลน์ จะสามารถตรวจสอบได้ว่าคำขออยู่ในขั้นตอนใด ขาดเอกสารอะไร และเหตุใดจึงยังไม่ได้รับอนุญาต ทำให้การทำงานมีหลักฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเปลี่ยนจากการใช้ดุลยพินิจของบุคคลไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี
“สิ่งที่เราอยากเห็นคือประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้จักเจ้าหน้าที่หรือไปพบใครเป็นพิเศษเพื่อให้เรื่องของตัวเองเดินหน้า ทุกอย่างควรมีขั้นตอนที่ชัดเจน มีข้อมูลให้ตรวจสอบ และสามารถติดตามได้ว่าตอนนี้เรื่องอยู่ตรงไหน หากเอกสารไม่ครบก็ควรแจ้งผ่านระบบอย่างตรงไปตรงมา วิธีนี้ไม่เพียงทำให้ประชาชนสะดวกขึ้น แต่ยังลดพื้นที่ที่คนสองฝ่ายต้องมาเจอกันและต่อรองกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์ได้” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวถึงการเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งปัญหาผ่านระบบของกรุงเทพมหานครว่า กรุงเทพมหานครมีระบบรับแจ้งปัญหาจากประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับแจ้งเรื่องต่างๆ จำนวนมาก และได้ขยายแนวคิดจากการรับแจ้งปัญหาทั่วไปไปสู่การแจ้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสและการทุจริต โดยแยกช่องทางสำหรับประเด็นคอร์รัปชันออกมา เพื่อให้ข้อมูลของผู้แจ้งได้รับการปกป้องและรักษาความลับ
นายชัชชาติ กล่าวว่า การเปิดช่องทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้หน่วยงานเข้าไปแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่รู้ว่าประชาชนสามารถแจ้งความผิดปกติและมีช่องทางให้ตรวจสอบได้ ก็จะช่วยสร้างแรงกดดันให้การปฏิบัติงานมีความระมัดระวังและโปร่งใสมากขึ้น
“ประชาชนไม่ควรถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับระบบราชการ ตรงกันข้าม ถ้าเราออกแบบระบบให้เสียงของประชาชนถูกส่งเข้าไปถึงหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย และทำให้เขาเห็นว่าการแจ้งเรื่องนำไปสู่การแก้ไขจริง ประชาชนจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันการทุจริต เพราะเจ้าหน้าที่เองก็จะรู้ว่าการทำงานของเขามีคนมองเห็นและสามารถตรวจสอบได้” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Data โดยเฉพาะข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายของภาครัฐ เพราะการเปิดข้อมูลเปรียบเสมือนการนำแสงสว่างเข้าไปในพื้นที่ที่เคยมองไม่เห็น เมื่อประชาชน ภาคเอกชน หรือผู้ตรวจสอบสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ความผิดปกติถูกค้นพบได้เร็วขึ้น และทำให้การทุจริตทำได้ยากขึ้น
“ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใส เพราะถ้าข้อมูลถูกเก็บอยู่ในหน่วยงานและประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ การตรวจสอบก็แทบทำไม่ได้ แต่ถ้าเราเปิดข้อมูลให้คนภายนอกเข้ามาดูได้มากขึ้น ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกใช้ไปกับอะไร โครงการไหนใช้งบเท่าไร และกระบวนการเป็นอย่างไร คนจำนวนมากจะช่วยกันตรวจสอบโดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ตรวจสอบทุกเรื่องเพียงฝ่ายเดียว ยิ่งมีคนเห็นมากเท่าไร พื้นที่สำหรับการทุจริตก็ยิ่งแคบลงเท่านั้น” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า หัวใจของการต่อต้านคอร์รัปชันในระยะยาวจึงอยู่ที่การสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนกลับมาเชื่อว่าระบบสามารถแก้ปัญหาได้จริง เพราะหากประชาชนไม่เชื่อว่าการร้องเรียนหรือการแจ้งเบาะแสจะนำไปสู่ผลลัพธ์ ก็จะไม่เกิดแรงจูงใจในการเข้ามามีส่วนร่วม และปัญหาการทุจริตจะยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครต้องการพูดถึง
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า การแก้ปัญหาทุจริตต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งการปรับระบบราชการ การใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ การเปิดเผยข้อมูล การสร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบมากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถมีส่วนช่วยทำให้ระบบดีขึ้นได้



