หน้าแรก ในประเทศ สมาคมคราฟท์เบ...

สมาคมคราฟท์เบียร์ จวกร่างกฎหมายลูก สุดโต่ง หวั่นเมนู-ออนไลน์ ถูกจำกัด ไม่ต่างซองบุหรี่

7.09.26 | 17:56 น.

สมาคมคราฟท์เบียร์ จวกร่างกฎหมายลูก สุดโต่ง หวั่นเมนู-ออนไลน์ ถูกจำกัด ไม่ต่างซองบุหรี่

วงการเครื่องดื่มและผู้ประกอบการ คราฟท์เบียร์ ร้อนระอุ หลัง นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์


นายกคราฟท์เบียร์เดือด จวกร่างกฎหมายลูกคุมแอลกอฮอล์ “สุดโต่ง”
ชี้เกณฑ์ประชาสัมพันธ์เข้มจนเมนูคล้าย “ซองบุหรี่” หวั่นเปิดช่องดุลพินิจ-สร้าง “มือปราบร้านลาบ”

กรุงเทพฯ — กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการคราฟท์เบียร์และสุราชุมชน เมื่อ นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ออกมาแสดงความกังวลต่อหลักเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ “หลักการและประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายลำดับรอง ตามมาตรา 32/1 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายนนี้

นายศุภพงษ์ ยังกล่าวว่า   ภาพเมนูเครื่องดื่มที่นำมาเผยแพร่เป็นเพียงตัวอย่างสมมุติ ซึ่งทดลองออกแบบขึ้นจากหลักเกณฑ์ในเอกสารประกอบการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าหากนำข้อกำหนดดังกล่าวมาใช้จริง การประชาสัมพันธ์สินค้าจะมีหน้าตาอย่างไร โดยหลังจากพิจารณารายละเอียดหลักเกณฑ์แล้ว มองว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และแม้จะเป็นเพียงเอกสารรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ผ่านการพิจารณาจากฝ่ายควบคุมมาแล้ว จึงน่าคิดว่าได้คำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อยตามนโยบายที่เคยหารือกันไว้จริงหรือไม่
พ.ร.บ. ใหม่เปิดช่อง “ประชาสัมพันธ์” แต่กฎหมายลูกเป็นตัวชี้ขาด

Advertisement

นายศุภพงษ์ ชี้แจงว่า พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับปรับปรุงใหม่ยังคงห้ามโฆษณาเช่นเดิม แต่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถ “ประชาสัมพันธ์” ได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการและหลักเกณฑ์ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใดต้องรอกฎหมายลำดับรองฉบับนี้

นายกสมาคมฯ ยังกล่าวอีกว่า ตั้งข้อสังเกตว่า หากประชาสัมพันธ์ผิดไปจากหลักเกณฑ์ก็เสี่ยงถูกดำเนินคดี โดยร่างหลักเกณฑ์กำหนดห้ามปรากฏภาพเครื่องดื่มหรือบรรจุภัณฑ์แม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด การแจ้งราคาต้องไม่มีลักษณะชักจูงใจทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เช่นเดียวกับการให้ข่าวสาร ซึ่งคำว่า “ทางตรงหรือทางอ้อม” เป็นถ้อยคำกว้างที่อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้ดุลพินิจในการตีความและบังคับใช้กฎหมาย
จำกัดโลโก้ 5% เตือนภัยกินพื้นที่ 1 ใน 3 สำหรับข้อกำหนดด้านพื้นที่สื่อ ร่างหลักเกณฑ์ระบุให้แสดงชื่อและโลโก้ได้ไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อ (สื่อบางประเภทไม่เกิน 3%) และสื่อสิ่งพิมพ์รายการอาหารรวมทุกผลิตภัณฑ์ต้องไม่เกิน 5%

ขณะเดียวกันต้องติดกรอบคำเตือนขนาดไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่สื่อ ชิดขอบบน เต็มความกว้าง โดยกำหนดข้อความเตือนภัยสุขภาพ ได้แก่ “สุราเป็นเหตุก่อมะเร็งได้”, “สุราเป็นเหตุให้พิการและเสียชีวิตได้” หรือ “สุราเป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้” ซึ่งนายกสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้ระบุความสัมพันธ์กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในระดับการบริโภคใดๆ

ชี้ประชาสัมพันธ์ไม่ต่าง “ห้ามประชาสัมพันธ์”

นายศุภพงษ์ ระบุว่า เมื่อทดลองจัดทำภาพเมนูเครื่องดื่มตามข้อกำหนด พบว่ารูปแบบที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายกับ “ซองบุหรี่” มากขึ้นเรื่อยๆ จนมองว่าการประชาสัมพันธ์ตามหลักเกณฑ์นี้แทบไม่ต่างจากการห้ามประชาสัมพันธ์ ซึ่งทางสมาคมฯ ยอมรับไม่ได้ และภาพที่ทำขึ้นเป็นเพียงการทดลองเพื่อให้เห็นรูปแบบการสื่อสารที่ปลอดภัยที่สุดหากต้องปฏิบัติตามร่างดังกล่าวจริง

จวกควบคุม “สุดโต่ง” หวั่นเกิดมือปราบเมนูร้านลาบ

ในส่วนของความเห็นส่วนตัว นายศุภพงษ์ มองว่า แม้จะปรับปรุง พ.ร.บ. แล้ว แต่ยังคงเห็นความพยายามควบคุมสุราในลักษณะ “สุดโต่ง” และออกแบบกฎเกณฑ์ครอบจักรวาลเพื่อเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจลงโทษ พร้อมย้ำว่ากฎหมายอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรงควรจำกัดไว้ใช้เฉพาะกรณีร้ายแรงจริงๆ ไม่ควรกระทบเครื่องดื่มทั่วไป

“คุณจะสร้างมือปราบเมนูร้านลาบ มือปราบรูปเบียร์ขึ้นมาทำไม” นายศุภพงษ์ ตั้งคำถาม พร้อมระบุถึงประเด็นส่วนแบ่งค่าปรับที่เป็นข้อครหาในสังคม
สมาคมฯ ประกาศสู้ถึงที่สุด

นายศุภพงษ์ ยังกล่าวว่า หลังจากใช้เวลากว่าหนึ่งปีในชั้นกรรมาธิการเพื่อสะท้อน Pain Point ของผู้ประกอบการรายย่อย การสื่อสารที่เหมาะสมตามแนวทางสากลควรเกิดขึ้นได้แล้ว และไม่ควรมีใครต้องถูกจับกุมเพราะมาตรานี้อีก โดยสมาคมฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้คัดค้านหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างถึงที่สุด และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันติดตามเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 9 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ นายศุภพงษ์  ยังแสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากร่างหลักเกณฑ์ตามมาตรา 32/1 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถูกประกาศใช้ตามรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด โดยย้ำว่า สิ่งที่นำเสนอเป็นการตีความและการตั้งสมมุติฐานจากข้อความในร่าง ไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้แล้ว

นายศุภพงษ์ ระบุว่า หากหลักเกณฑ์ดังกล่าวออกมาตามที่เขียนไว้ทั้งหมด จะเกิดคำถามและผลกระทบต่อผู้ประกอบการหลายด้าน ตั้งแต่การจัดทำเมนูภายในร้าน การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดงานเทศกาล ไปจนถึงผู้ที่สามารถให้ข้อมูลหรือพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

ที่ร้าน เมนูเบียร์อาจแสดงสินค้าได้เพียงเล็กน้อย

นายศุภพงษ์ ประเมินว่า หากใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวกับเมนูเครื่องดื่มจริง เมนูอาจต้องมีแถบคำเตือนกินพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของหน้า ขณะที่ชื่อและโลโก้เครื่องดื่มรวมกันต้องอยู่ภายในสัดส่วนที่กำหนดไม่เกิน 5% ของพื้นที่สื่อ กรณีร้านที่มีเบียร์สดจำนวนมาก เช่น มีถึง 20 หัวจ่าย อาจเกิดปัญหาในการจัดทำเมนูให้สามารถแสดงรายชื่อเบียร์ได้ครบทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนิยามคำว่า “สื่อ” ว่าจะครอบคลุมถึงป้ายหน้าร้าน ป้ายภายในร้าน แก้ว ถังเบียร์ หรือเสื้อพนักงานหรือไม่ และสิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่ภายใต้เพดานพื้นที่ที่กำหนดไว้หรือไม่ เนื่องจากร่างยังไม่ได้ให้นิยามไว้อย่างชัดเจนในมุมมองของนายศุภพงษ์

แท็ปรูม-บาร์คราฟท์เบียร์ อาจไม่เข้าข้อยกเว้น

อีกประเด็นที่ นายศุภพงษ์ ยังมองว่าอาจสร้างปัญหา คือข้อยกเว้นที่กำหนดไว้เฉพาะ “สถานบริการ” ตามกฎหมายสถานบริการ ซึ่งเป็นใบอนุญาตคนละประเภทกับใบอนุญาตขายสุราที่ผู้ประกอบการร้านอาหาร แท็ปรูมของโรงเบียร์ และบาร์คราฟท์เบียร์ส่วนใหญ่ถืออยู่ ดังนั้น หากตีความตามตัวอักษรของร่าง ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวอาจไม่ได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้ร้านที่ได้รับยกเว้นจะยังมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดพื้นที่ให้มองไม่เห็นจากภายนอก ซึ่งหากเป็นร้านที่มีผนังกระจกหรือเป็นร้านเปิดโล่ง ก็อาจหมายถึงการต้องปรับพื้นที่หรือทำผนังปิดทึบเพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกมองเห็น

ออนไลน์ โพสต์อาจเหลือพื้นที่โลโก้เพียง 5%

สำหรับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ นายศุภพงษ์ ประเมินว่า หากใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้โพสต์ของร้านต้องมีแถบคำเตือนกินพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของภาพ ขณะที่พื้นที่สำหรับชื่อหรือโลโก้สินค้าเหลือเพียง 5% จนคำเตือนอาจมีขนาดใหญ่กว่าชื่อร้านประมาณ 6 เท่า

ที่สำคัญคือ หากตีความตามข้อห้ามเรื่องการปรากฏภาพเครื่องดื่มหรือบรรจุภัณฑ์ ก็จะหมายความว่าไม่สามารถนำภาพขวด กระป๋อง แก้ว หรือแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดของฉลาก มาใช้ในการประชาสัมพันธ์ได้ ส่วนคลิปวิดีโอ หากต้องอยู่ภายใต้กรอบคำเตือน ก็อาจต้องแสดงกรอบดังกล่าวตลอดทั้งคลิป ขณะที่การแสดงโลโก้อาจทำได้เฉพาะช่วงท้ายตามหลักเกณฑ์ที่นายศุภพงษ์นำมาตีความ

แพลตฟอร์มออนไลน์อาจเจอปัญหา ผู้ซื้อไม่เห็นภาพสินค้า

นายศุภพงษ์ ข้อสังเกตว่า หากหลักเกณฑ์ห้ามแสดงภาพสินค้าในช่องทางจำหน่ายออนไลน์ จะกระทบต่อหน้าสินค้าบนแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ เพราะผู้บริโภคอาจไม่สามารถเห็นภาพผลิตภัณฑ์ที่กำลังเลือกซื้อได้ ขณะที่ข้อยกเว้นเกี่ยวกับการแสดงข้อมูลสินค้าเปิดไว้สำหรับ “เว็บไซต์ทางการ” หากเป็นเช่นนั้น ผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่มีเว็บไซต์ของตัวเองและต้องใช้ Facebook หรือ Line เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับลูกค้า ก็อาจไม่สามารถใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวได้

งานเบียร์ รัฐจัดได้ เอกชนอาจไม่ได้

ในส่วนของงานอีเวนต์ นายศุภพงษ์ ระบุว่า หากตีความตามร่าง งานเทศกาลเบียร์ที่จัดโดยภาครัฐอาจได้รับข้อยกเว้น ขณะที่งานที่จัดโดยภาคเอกชนหรือสมาคมอาจไม่ได้รับข้อยกเว้น แม้ผู้จัดจะมีมาตรการตรวจบัตรประชาชนและควบคุมอายุผู้เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวดก็ตาม

อีกประเด็นคือข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำภาพหรือเนื้อหาภายในงานไปเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยใช้ถ้อยคำว่า “โดยตนเองหรือให้ผู้อื่นดำเนินการแทน” ซึ่งนายศุภพงษ์มองว่า อาจเปิดช่องให้เกิดการตีความไปถึงโพสต์ของลูกค้าที่เข้าร่วมงาน แม้ผู้จัดงานอาจไม่มีอำนาจสั่งให้ลูกค้าทั่วไปลบโพสต์ของตัวเองได้ก็ตาม

“Sommelier พูดได้ แต่คนรู้เรื่องเบียร์ไม่มีชื่อ”

อีกข้อสังเกตสำคัญอยู่ที่บุคคลซึ่งได้รับข้อยกเว้นในการพูดหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยนายศุภพงษ์ ระบุว่า ในร่างมีการระบุ Sommelier ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับไวน์ไว้ในข้อยกเว้น แต่เมื่อมองมายังผู้เชี่ยวชาญด้านเบียร์ กลับไม่มีชื่อหรือข้อยกเว้นในลักษณะเดียวกัน ทั้งที่วงการเบียร์มีมาตรฐานวิชาชีพและระบบรับรองในระดับสากล เช่น Cicerone, Beer Sommelier และผู้ตัดสินตามมาตรฐาน BJCP

นอกจากนี้ ยังมีอาชีพและผู้เกี่ยวข้องกับวงการเบียร์อีกหลายกลุ่มที่นายศุภพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น อาทิ นักปรุงเบียร์ บาร์เทนเดอร์ เจ้าของร้าน ผู้สอนหลักสูตร และผู้ทำคอนเทนต์รีวิว จึงมองว่าหากร่างถูกประกาศใช้ตามข้อความดังกล่าวจริง ย่อมเกิดคำถามว่าผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางด้านเบียร์จะสามารถให้ความรู้ แนะนำ หรือพูดถึงผลิตภัณฑ์ได้มากน้อยเพียงใดโดยไม่เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ผิดหลักเกณฑ์

ทั้งนี้ นายศุภพงษ์ ย้ำว่า ประเด็นทั้งหมดเป็น การวิเคราะห์และตีความในกรณีสมมุติ โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าร่างหลักเกณฑ์จะถูกประกาศใช้ตามข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทั้งหมด และยังต้องรอผลการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการพิจารณาและจัดทำหลักเกณฑ์ฉบับสุดท้ายต่อไป