เมื่อวันที่ 9 กันยายน พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สส.บก.ตม.3 นำเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 สตม.ควบคุมตัว MR. ZHANG หรือ จาง อายุ 30 ปี สัญชาติจีน บุคคลตามหมายจับของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน คดีโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าความเสียหายกว่า 162 ล้านบาท ได้ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ก่อนจับกุม พ.ต.อ.สุริยะ รับเบาะแสจากประชาชนว่าพบชาวจีนรายหนึ่งมีพฤติกรรมเก็บตัวเงียบอยู่ในคอนโดมิเนียม ไม่มีอาชีพ แต่มีเงินใช้จ่ายตลอด จึงเฝ้าสังเกตุการณ์ต่อมาวันที่ 8 ก.ย.พบอยู่หน้าคอนโดมิเนียมดังกล่าวก่อนขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง พบว่าเจ้าตัวการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงแล้ว จึงตรวจสอบระบบสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)พบว่านายจาง เป็นบุคคลที่เป็นมณฑลกวางตุ้ง ออกหมายจับเมื่อปี 2568 ความผิดฐานลักทรัพย์ จากเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัล โดยผู้เสียหายรายหนึ่งถูกโอนเหรียญคริปโทออกจากบัญชีประมาณ 33 ล้านหยวนคิดเป็นเงินไทย 162 ล้านบาท
พ.ต.อ.สุริยะ กล่าวว่าสำหรับนายจาง ทางการจีนต้องการตัวนเนื่องจากเป็นตัวการหลักผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี AI Face Swap หรือการปลอมแปลงใบหน้าแบบ deepfake จากนั้นร่วมกับพวกอย่างน้อย 3 ราย ลักลอบเจาะข้อมูลบัญชี OKX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสกุลเงินคริปโท และข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย จากนั้นใช้เทคโนโลยีสลับใบหน้าร่วมกับซอฟต์แวร์กล้องที่ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง สวมใบหน้าเป็นตัวผู้เสียหายเพื่อแจ้งซิมการ์ดหายและขอออกซิมการ์ดใหม่แทนหมายเลขเดิม ทำให้รับรหัส OTP ทาง SMS เข้าควบคุมบัญชีและโอนทรัพย์สินดิจิทัลออกไปได้ทั้งหมด โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เบื้องต้นจึงควบคุมตัวนายจาง แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พร้อมประสานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกระบวนการส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.ทรงโปรด กล่าวว่าปฏิบัติการจับกุมผู้คนร้ายสำคัญให้เห็นถึงวิธีการ และแผนประทุษกรรมของคนร้ายที่มีพัฒนาการตลอดเวลา โดยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทางที่ผิด สตม. จึงประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และหาวิธีป้องกันตัวจากภัยไซเบอร์รูปแบบดังกล่าว พร้อมประกาศย้ำนโยบายชัดเจนในการกวดขันตรวจสอบคนต่างด้าวที่เข้ามาพำนักในราชอาณาจักรโดยมิชอบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหมายจับของต่างประเทศและใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อนตัว



