ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องแบบกลุ่ม คดีปลาหมอคางดำ

14.09.26 | 11:03 น.

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น รับฟ้องคดีปลาหมอคางดำเป็นการฟ้องแบบกลุ่ม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งชั้นอุทธรณ์ คดีที่นายปัญญา โตกทอง ตัวแทนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมตัวแทนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 10 คน เป็นโจทก์ ฟ้องบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้องอีกรวม 9 ราย เป็นจำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม โดยให้เหตุผลว่ามีการบรรยายคำฟ้องที่ชัดเจนและมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงทนายความที่รับผิดชอบในคดีนี้มีประสบการณ์ในการทำคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและลงพื้นที่ไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขี้นมาแล้ว แต่ทางคู่ความคือบริษัทเอกชนกับจำเลยทั้ง 9 ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลจึงนัดฟังคำสั่งชั้นอุทธรณ์อีกครั้งในวันนี้


โดยวันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้ดำเนินคดีปลาหมอคางดำเป็นแบบกลุ่ม โดยศาลเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านมีคุณสมบัติโดยชอบ ส่วนคำอุทธรณ์คัดค้านของจำเลยทั้ง 9 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของคำสั่งศาลอุทธรณ์อยู่ที่การกำหนดรูปแบบและขอบเขตของการดำเนินคดี ไม่ได้แป็นการวินิจฉัยล่วงหน้าว่าข้อกล่าวหาต่อ CPF เป็นความจริง แต่เป็นการเปิดทางให้กระบวนการพิจารณาในเนื้อหาเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาและพิสูจน์ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อพิจารณาประกอบกับคำพิพากษาศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นคดีอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ต้นเหตุของการแพร่ระบาด” ซึ่งศาลปกครองกลางระบุไว้ในคำพิพากษาว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดยืนยันว่า ปลาหมอสีคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันหลุดรอดจากฟาร์มเพาะเลี้ยงของผู้ร้องสอด (บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) หรือบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ปลาหมอสีคางดำหลุดรอด อันเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด

Advertisement

ข้อวินิจฉัยดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้ปัญหาปลาหมอคางดำจะสร้างผลกระทบในวงกว้าง และมีการตั้งคำถามถึงที่มาของการแพร่ระบาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางคดี ยังไม่สามารถสรุปจากข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณาได้ว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ทำให้ปลาหมอคางดำหลุดรอดจนกลายเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด

เมื่อมองคู่ขนานกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันนี้ จึงเห็นภาพของกระบวนการยุติธรรมที่ยังอยู่ในคนละขั้นตอน แต่มีประเด็นร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ เรื่องความรับผิดของ CPF ยังไม่ได้ถูกวินิจฉัยชี้ขาดจากทั้งสองกระบวนการ

สำหรับคดีศาลอุทธรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการเปิดทางให้คดีสามารถดำเนินต่อในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม ซึ่งหมายความว่า หลังจากนี้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของการพิจารณาเนื้อหา โดยคู่ความแต่ละฝ่ายจะต้องนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าข้อกล่าวหาและความรับผิดตามที่มีการเรียกร้องนั้นมีมูลและเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นนี้จึงถือเป็นสาระสำคัญในการทำความเข้าใจคดีปลาหมอคางดำ เพราะช่วยแยก “การมีคดีหรือถูกกล่าวหา” ออกจาก “การถูกศาลวินิจฉัยว่ามีความรับผิด” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อคดีแพ่งกำลังเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงยังเป็นหัวใจสำคัญของคดี ทั้งเรื่องแหล่งที่มาของปลา เส้นทางการแพร่กระจาย เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำของแต่ละฝ่ายกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในส่วนของ CPF บริษัทระบุว่าเคารพคำสั่งศาลและพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยจะนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สิ่งที่คำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันนี้ทำให้เห็นชัดเจน คือคดีเดินหน้าเข้าสู่ “ขั้นตอนการพิสูจน์” ขณะที่คำพิพากษาศาลปกครองเมื่อ 8 กันยายนสะท้อนว่า “ต้นเหตุของการแพร่ระบาดยังไม่อาจสรุปได้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาล”