โฆษกดีเอสไอคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เตรียมทำหนังสือประสาน กกต. ทันที หลัง 4 โมงเย็นวันนี้ 7 อรหันต์ กกต. นัดประชุมลงมติวินิจฉัยชี้มูลคดีฮั้ว สว.67
เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ กกต. เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือก สว. เวลา 15.00 น. วันนี้ (14 กันยายน) ว่า เนื่องด้วยในวันนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการนัดหมายประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ดังนั้น แม้ว่าความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) จะดำเนินการจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า ทางดีเอสไอมีความจำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารพยานในสำนวนคดีฮั้ว สว. รายหนึ่ง ได้ส่งหนังสือกลับคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ เพื่อให้การเท็จ แลกกับการถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าทางดีเอสไอจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีแก่พยานรายดังกล่าวฐานให้การเท็จหรือไม่ เพราะในเอกสารคำให้การครั้งแรก และครั้งหลังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น ตนขอเรียนว่า เนื่องด้วยพยานได้มีการส่งหนังสือขอให้ถ้อยคำไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งพยานรายนี้ก็อยู่ในส่วนของสำนวนคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง (คดีฮั้ว สว.) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอแต่อย่างใด จึงทำให้ตนไม่สามารถตอบแทนชุดคณะทำงานของ กกต. ได้ แม้ว่าดีเอสไอจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปร่วมทำการสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ตาม แต่ย้ำว่า พยานรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีหลักของดีเอสไอ
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่พยานรายดังกล่าว ได้มีการร้องสอบวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่สอบปากคำตนเองว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จนั้น ตนได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกกล่าวพาดพิงแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ถึงแม้ว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้จะมีการชี้มูลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกี่รายก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการชี้มูลส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้ง 229 ราย หรือไม่มีการชี้มูลบุคคลใด หรือชี้มูลเพียงแค่บางส่วน ทางดีเอสไอก็มีความจำเป็นต้องนำรายงานความคิดเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาใช้ประกอบการพิจารณากับสำนวนคดีของดีเอสไอทุกประเด็น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะต้องมีผลผูกพัน 100% ต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอก็ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่เพียงแค่ว่าพนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้ดีเอสไอต้องรวมสำนวนกับทาง กกต. จึงทำให้สำนวนถูกตีกลับมาและต้องรอคำวินิจฉัยในคดีของ กกต. แต่ปัจจุบันพยานหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอในตอนนี้พบว่ามีผู้กระทำความผิดในขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มากกว่า 8 ผู้ต้องหาล็อตแรก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่เป็นหัวจ่ายระดับสายจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย
อนึ่ง ดีเอสไอจึงต้องรอดูข้อเท็จจริงในที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้ก่อน เพื่อที่ดีเอสไอจะได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ครบจบทีเดียว ก่อนส่งกลับไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง


