เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจําปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหารกทม. หัวหน้าหน่วยงาน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
ในตอนหนึ่งที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องรายการแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีคณะกรรมการวิสามัญฯ สงวนความเห็นไว้เพื่อขอให้สภากรุงเทพมหานคร วินิจฉัย โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอย จำนวน 3 โครงการ เพื่อใช้ทดแทนรถเก็บขนมูลฝอย (รถสันดาป) ที่จะสิ้นสุดสัญญา ในปี 2570 รวม 1,347 คัน ก่อนที่ผลการลงมติ จะไม่อนุมัติโครงการดังกล่าว

นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ ส.ก.เขตหลักสี่ กล่าวก่อนที่จะเริ่มอภิปรายว่า ขอยืนยันว่าตนและพรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านให้กรุงเทพมหานครไปใช้พลังงานสะอาด เราไม่เคยขัดขวาง พวกเราคือผู้ผลักดันตั้งแต่ข้อบัญญัติรถเมล์ EV และล่าสุด เพิ่งผลักดันอนุมัติโครงการรถบรรทุกน้ำรถ EV 6 คัน มูลค่า 54 ล้าน เราก็เพิ่งอนุมัติไป
“ในทางกลับกัน สิ่งที่สำนักสิ่งแวดล้อมและฝ่ายบริหารกำลังนำเสนอเราอยู่ คือการนำโครงการมูลค่า 6 พันล้านมานำเสนอให้กับคนกรุงเทพรับรู้จริงอยู่ที่ท่านตั้งโครงการ 3 โครงการ โครงการละ 1 ล้าน และมันจะผูกพันเราไปถึง 7 ปี” นายณพวิทย์ กล่าว
นายณพวิทย์ กล่าวต่อว่า โครงการที่ผูกพันระยะยาว สิ่งที่คนกรุงเทพ และเพื่อนสมาชิกอยากรู้ว่าฝ่ายบริหารกำลังทำอะไรกันอยู่ เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างรถ EV หรือสันดาป แต่มันคือความโปร่งใส มันคือความเสี่ยงที่กรุงเทพมหานครต้องได้รับ เนื่องจากการเช่าของบประมาณ TOR ต่างๆ ที่เอามาให้ตรวจสอบ ไม่มีความไม่ชัดเจนอย่างมาก
“เพื่อนสมาชิกที่กล่าวไปทั้งหมดบอกอยู่แล้วว่าTOR มีปัญหา แต่ท่านก็ยังดันทุรังเอาเข้ามาจนถึงในวาระนี้ ท่านเห็นสภาเป็นอะไร ท่านกำลังบีบให้พวกเรา ทำอะไรอยู่ โครงการนี้มีปัญหามาโดยตลอด ผมในฐานะที่เข้ามาครั้งแรก โครงการนี้มีเรื่องร้องเรียนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องล็อกสเปก เรื่องการเอื้อให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนกระทั่งป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ตั้งข้อสังเกตให้กับกรุงเทพมหานคร จนถึงคณะรัฐมนตรีว่าโครงการนี้มีความเสี่ยงที่จะทุจริต” นายณพวิทย์ กล่าว

นายณพวิทย์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 เรื่องการเปลี่ยนผ่านที่กรุงเทพมหานครต้องยอมรับ เนื่องจากโครงการรถ EV เป็นโครงการที่ใหม่มาก เป็นโครงการที่กรุงเทพมหานครไม่เคยทำมาก่อน และมีมูลค่าสูง กรุงเทพมหานคร มีการเตรียมการป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้บ้างหรือไม่ ความเสี่ยงต่างๆของรถEV เรารู้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการชาร์จไฟ สเปกรถ แบตเตอรี่ คุณภาพรถ
“สิ่งที่สำคัญรถขยะที่ต้องวิ่งเก็บขยะในกรุงเทพมหานครเป็นรถที่วิ่งทำงานทุกวัน มีระยะเวลาวิ่ง มีงานเสริมต่าง ๆ พี่น้องประชาชนร้องเรียนมา รถขยะอาจจะต้องวิ่งเก็บเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้กทม.เคยมีการคำนวณเรื่องความเสี่ยงเหล่านี้บ้างหรือไม่ เรื่องจุดชาร์จผมรู้ และทราบดีว่าเรามี MOU ร่วมกับการไฟฟ้า แต่คำถามคือถ้าเกิดมันมีปัญหาใครเป็นคนรับผิดชอบเวลาชาร์จจะป็นการไฟฟ้า เอกชน หรือกทม.”นายณพวิทย์ กล่าว
นายณพวิทย์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ จุดจอดรถ คือที่ไหน และการเดินทางของพลขับ และการวิ่งไปกลับของการเดินทางต่าง ๆ ของรถ มันมีความเสี่ยงสูงมาก ประเด็นที่ 3 คือเรื่องที่ว่าทำไมกทม.ไม่ยอมทำ โครงการนำร่อง กรุงเทพมหานครจะทุ่มงบประมาณ 6 พันล้านเข้าไปทันที โดยเลี่ยงที่จะทำโครงการนำร่องหรือ
นายณพวิทย์ กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในข้อสังเกตของตนและเพื่อนสมาชิกพยายามถามว่า เราไม่นำร่องโครงการนี้ก่อนหรือ ปกติเวลาฝ่ายบริหารตั้งแต่ตนติดตามมามักจะตอบเสมอว่า เราจะทำโครงการนำร่องก่อน เพื่อดูความคุ้มค่า ล่าสุดตอนเช้า รถดูดเลนทำความสะอาดท่อ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวเรานำร่องก่อน ถ้าดีแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน 50 เขต รวมถึงโครงการสัญญาณไฟ อแดปทีฟ โครงการป้ายรถเมล์ รูปแบบใหม่ แต่โครงการรถขยะที่ท่านกำลังเช่าอยู่ที่มีมูลค่า 6 พันล้าน ถึงไม่ให้มีโครงการนำร่องและความเสี่ยงที่กรุงเทพมหานครต้องรับคืออะไร

“คำถามสำคัญคือกรุงเทพมหานครต้องตอบให้กับคนกรุงเทพรู้ว่าเราเคยทดสอบวิ่งใช้งานจริง ๆ บดอัดจริง ๆ เจอสภาพน้ำท่วม เจอปัญหาต่าง ๆ ที่รถเก็บขยะปัจจุบันใช้งานอยู่ เคยทำจริงบ้างหรือไม่ โครงการนี้เริ่มมาอย่างยาวนาน มีปัญหามาตลอดและครั้งนี้ก็มีปัญหา ถ้าเกิดปล่อยโครงการนี้ผ่านไปอีกก็จะมีปัญหาอีก สุดท้ายสิ่งที่ฝ่ายบริหารควรทำ คือการทำโครงการนำร่อง นำมาทดสอบดูก่อนเทียบดูก่อน กรุงเทพมหานครไม่เคยทำโครงการนี้มาก่อน การที่เรานำรถมานำร่อง เราก็จะรู้ถึงปัญหาว่าเราควรออกแบบ TOR แบบไหนให้รัดกุมรอบคอบเพื่อลดความเสี่ยงต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครที่จะต้องเสียผลประโยชน์” นายณพวิทย์ กล่าว
นายณพวิทย์ กล่าวต่อว่า สุดท้ายนี้ตนอยากจะพูดอีกครั้งว่า ภาพใหญ่ที่กทม. อาจจะลืมไปว่า ปัญหาของเมืองเรา คือ ไม่มีคนเก็บขยะ ต่อให้มีรถแค่ไหน มีรถเป็น 1-2 พันคัน แต่ปัญหาจริง ๆ คือไม่มีคนเก็บขยะ ทุกเขตพยายามเปิดรับสมัครคนเก็บขยะมาโดยตลอด แต่มันไม่มีใครสมัครเลย
“เราต้องขอบคุณพนักงานเก็บขยะที่ทำงานอดทน ต่อสู้เพื่อไม่ให้ขยะในกทม. ล้นเมืองฝ่ายบริหารท่านนั่งอยู่ท่านเคยเห็นความสำคัญจุดนี้บ้างหรือไม่ การที่ท่านเอาโครงการ 6 พันล้าน มาให้พวกเราพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงปัญหากำลังคนที่กำลังเกิดขึ้น และปัญหาขยะตกค้างที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในกทม.มันไม่ถูกแก้ไขเลยสักนิด” นายณพวิทย์ กล่าว
นายณพวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้สภาได้มีมติเห็นชอบเรื่องการจ้างเหมาของเขตสายไหมและเขตคลองสามวาให้เป็นโครงการนำร่องแล้ว ซึ่งตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมองว่าเป็นโครงการที่ดีมากในการนำร่องดำเนินการ
“ท่านลองกลับไปทำโครงการนี้แล้วนำร่องเปรียบเทียบกันระหว่างทั้ง 2 โครงการนี้ว่าโครงการไหนดีกว่ากัน สภาแห่งนี้เพื่อนสมาชิก และตัวผมยินดีอย่างมากที่จะให้โครงการนี้ผ่าน ผมอยากให้ท่านกลับไปพิจารณาศึกษาความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับกทม. กลับไปลองทบทวนโครงการนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่องบประมาณที่คุ้มค่าของกรุงเทพมหานคร” นายณพวิทย์ กล่าว

ด้านนายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง กล่าวว่า มีรถไปก็เท่านั้นถ้าเราไม่มีคน ไม่มีสัปดาห์ไหนที่ไม่มีประชาชนโทรมาร้องเรียนว่าขยะไม่มีการจัดเก็บ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คงไม่ใช่ เพราะ 10 กว่าวันยังไม่มีการเข้าไปเก็บ ส่วนนี้คือประเด็น
“ขนาดรถน้ำมันที่ใช้กันมาเป็น 10 ปี เรายังเกิดปัญหาแบบนี้ แล้วถ้าเป็นรถ EV ผมว่าเราน่าจะมีวิธีการที่มันครอบคลุมมากกว่านี้ จริงๆผมเห็นด้วยกับรถ EV เพราะว่าเป็นสิ่งที่กรุงเทพมหานครควรจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยมลภาวะที่สะอาดขึ้น เห็นด้วยกับรถขยะ EV แต่ว่าวิธีการมันแปลกๆ เลยขอสงวนไว้” นายอนุรักษ์ กล่าว

