หน้าแรก ในประเทศ คพ.เฝ้าระวังเ...

คพ.เฝ้าระวังเหมืองโพแทซอุดร เข้ม ตรวจน้ำใต้ดิน หวั่นกระทบทะเลบัวแดง

18.09.26 | 17:31 น.

คพ.เฝ้าระวังเหมืองโพแทซอุดรฯ เข้ม ตรวจน้ำใต้ดิน–น้ำผิวดิน ห่วงผลกระทบหนองหาน ย้ำต้องไม่ก่อมลพิษ


วันที่ 17 กันยายน ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ คพ.ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานโครงการเหมืองแร่โพแทซ จังหวัดอุดรธานีอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้ดำเนินการภายใต้กฎหมายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบการดำเนินงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ต้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที

Advertisement

สำหรับโครงการเหมืองแร่โพแทซ จังหวัดอุดรธานี ได้รับประทานบัตรการทำเหมืองประเภทที่ 3 การทำเหมืองใต้ดิน ประเภทแร่โพแทช เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 แหล่งแร่อุดรใต้มีปริมาณสำรองแร่ประมาณ 85.82 ล้านเมตริกตัน สามารถผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) ได้ประมาณ 33.72 ล้านเมตริกตัน กำลังการผลิตสูงสุด 2.1 ล้านตันต่อปี ประทานบัตรมีอายุ 25 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2565 โดยพื้นที่เขตประทานบัตรอยู่ในอำเภอเมืองอุดรธานีและอำเภอประจักษ์ศิลปาคม แบ่งเป็นพื้นที่เหมืองใต้ดินประมาณ 26,446 ไร่ และพื้นที่บนดินสำหรับโรงแต่งแร่ประมาณ 1,681 ไร่

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมก่อสร้าง มีการจัดทำข้อมูลฐานเปรียบเทียบ (Baseline Data) ด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข รวมทั้งติดตั้งหมุดเพื่อตรวจวัดระดับการทรุดตัวของผิวดิน โดยใช้วิธีทำเหมืองใต้ดินแบบห้องสลับเสาค้ำยัน และมีการนำเกลือจากกระบวนการแต่งแร่ถมกลับลงในห้องผลิต เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างใต้ดิน

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า คพ. โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจวัดคุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินบริเวณพื้นที่โครงการ พื้นที่โดยรอบ รวมถึงลำห้วยที่ไหลลงสู่หนองหาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญและเป็นแหล่งท่องเที่ยว “ทะเลบัวแดง” เพื่อจัดทำข้อมูลเฝ้าระวังและใช้เป็นฐานเปรียบเทียบในอนาคต ทั้งนี้ คพ. จะติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินโครงการเป็นไปตามกฎหมาย มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่