ณพลเดช ชี้ ลิซ่า ดื่มเบียร์ในรายการตปท. อย่าด่วนสรุปผิดกม. แนะดูเจตนารมณ์-องค์ประกอบ ม.32/2
เมื่อวันที่ 18 กันยายน จากกรณี “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ และมีภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรากฏในรายการ จนเกิดข้อถกเถียงว่าอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยหรือไม่นั้น
นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กรณีนี้ต้องพิจารณาตามองค์ประกอบของกฎหมายฉบับปัจจุบัน ไม่ควรสรุปว่าบุคคลกระทำความผิดเพียงเพราะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องหมายการค้าปรากฏอยู่ในภาพ
จากที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของการร่างกฎหมาายพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และกรมควบคุมโรคได้เผยแพร่ตัวบทกฎหมายและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569
นายณพลเดช กล่าวว่า ประเด็นสำคัญต้องแยกระหว่าง “การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” กับ “การโฆษณาหรือการสื่อสารที่มุ่งหมายชักจูงให้บริโภค” เพราะเป็นประเด็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน หากไปดูวาระประชุม ใน กมธ. ดูเจตนารมณ์กฎหมายจะเห็นชัด
โดยเฉพาะมาตรา 32/2 ของกฎหมายฉบับใหม่ มีองค์ประกอบเกี่ยวกับการใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน การสื่อสารต่อสาธารณชน การแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภค จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบให้ครบถ้วนก่อนสรุปว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิด
“การมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในภาพ ไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการโฆษณา และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ใช่ข้อสรุปโดยตัวมันเองว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดตามมาตรา 32/2” ณพลเดชกล่าว
ในกรณีของลิซ่า จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า มีการว่าจ้างเพื่อโฆษณาหรือไม่ มีการได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์จากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายหรือไม่ มีข้อตกลงทางการตลาดหรือการจัดวางผลิตภัณฑ์หรือไม่ และการปรากฏของเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหารายการตามปกติหรือมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภค
นายณพลเดช กล่าวว่า คำว่า “ไม่มีเจตนา” ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อสรุปเพียงประโยคเดียว แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมาตรา 32/2 ใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับการ “มุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ดังนั้น หากไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการว่าจ้าง การรับผลประโยชน์ หรือการดำเนินการทางการตลาด ก็ย่อมเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาว่าองค์ประกอบความผิดครบถ้วนหรือไม่
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณา สถานที่เกิดเหตุและลักษณะของการเผยแพร่ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ จึงต้องแยกระหว่างการผลิตรายการต้นฉบับในต่างประเทศ กับการนำภาพหรือคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์ในประเทศไทย

นายณพลเดช เห็นว่า หากมีบุคคลในประเทศไทยนำภาพหรือคลิปไปใช้เพื่อการตลาดหรือโฆษณา ก็ต้องพิจารณาการกระทำนั้นแยกต่างหากจากการกระทำของบุคคลที่ปรากฏในรายการต้นฉบับ
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคเคยอธิบายหลักการของกฎหมายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า การมีภาพขวดหรือแก้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ใช้ตัดสินความผิด โดยต้องพิจารณาประกอบกับข้อความและพฤติการณ์ว่ามีการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ดื่มหรือไม่
นายณพลเดช กล่าวว่า ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนกับหลักนิติธรรม โดยเจ้าหน้าที่ควรพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดอย่างครบถ้วน
“กรณีนี้ไม่ควรตัดสินจากภาพเพียงภาพเดียวว่าใครผิดหรือไม่ผิด แต่ต้องตอบให้ได้ว่าเป็นการโฆษณาหรือไม่ มีการใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือไม่ มีการมุ่งหมายชักจูงให้ผู้อื่นบริโภคหรือไม่ และการกระทำส่วนใดเกิดขึ้นในประเทศไทย หากองค์ประกอบความผิดยังไม่ครบ ก็ไม่ควรรีบด่วนกล่าวหาบุคคลใดว่ากระทำความผิด”นายณพลเดช กล่าว

