อสส.เซ็นสั่งฟ้อง 4 ราย แก๊งค้ายาข้ามชาติ เครือข่ายแอร์มีนา เผยโทษหนักสุด ประหารชีวิต

21.09.26 | 15:36 น.

อสส.เซ็นสั่งฟ้อง 4 ราย แก๊งค้ายาข้ามชาติ เครือข่าย ‘แอร์มีนา’ ขนเฮโรอีนซุกกระเป๋าผ้าช้าง หลัง ‘อธ.อัยการสอบสวน’ สั่งแจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดนหนักองค์กรอาชญกรรมข้ามชาติ-ส่งออกเฮโรอีน โทษประหาร

เมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการจับกุม น.ส.มีนา คอนโด่ะ หรือแอร์มีนา แอร์โฮสเตสสายการบินไทย หลังพบซุกซ่อนยาเสพติดข้ามชาติ ก่อนถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย จนมีการขยายผลจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้จำนวน 3 ราย หลบหนี 1 ราย ต่อมา นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้ลงนามในคำสั่งฟ้อง สั่งฟ้องนายอุทัย หรือโจโจ้ คณาภิวัฒน์, นายนันทวัฒน์ หรือนาถ
ยิ่งพัฒนาวงศ์ หรือยิ่งพิพัฒฒนาวงศ์, นายเอกวิทย์ หรือเอก หรือเพิ่ง ยงณิชกุล และ น.ส.จันทรา หรือดา จะนุ ผู้ต้องหาที่ 1-4


ในความผิด ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ฐานสมคบโดยการตกลงกันแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน, ร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อการให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, ร่วมกันส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อการให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, ฐานพยายามส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน แล่ะกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

โดยในคำร้อง ขอศาลสั่งริบเศษกระเป๋าผ้าลายช้างไทย จำนวน 7 ใบ และโทรศัพท์มือถือถือ จำนวน 1 เครื่อง

แต่ในส่วนความผิดฐานร่วมกันเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการทำความผิด ให้พนักงานสอบสวนแยกสำนวนคดีในส่วนนี้ไปดำเนินคดีเป็นอีกสำนวน และทำการสอบสวนให้ได้ความว่าผู้ต้องหาที่ 3 และผู้ต้องหาที่ 4 ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาส่วนนี้หรือไม่ อย่างไร แล้วส่งส่งสำนวนคดีในส่วนนี้ไปยังพนักงานอัยการที่มีอำนาจดำเนินคดี เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งทางคดีตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

Advertisement

โดยอัยการสูงสุดมอบหมายพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 9 ดำเนินดดีนี้จนถึงที่สุด

วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน

นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า สำหรับคดีนี้เดิมตนได้ตั้งคณะทำงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนในคดีนอกราชอาณาจักร โดยมีการประชุมร่วมกันกับกองบัญชาการตำรวจ ปส.เมื่อวันที่ 9 ก.ย. หลังประชุมเสร็จอัยการสอบสวนพบว่ายังไม่มีการดำเนินคดีอีก 1 กรรม จึงให้พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบยาเสพติด และพนักงานอัยการจากสำนักงานการสอบสวนเข้าไปยังเรือนจำเพื่อดำเนินการแจ้งข้อหา กรณีพยายามส่งออกเพิ่มเติม และสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุด จนท่านอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องในวันนี้ ก่อนครบกำหนดฝากขัง

หลังจากนี้ อัยการสำนักงานคดียาเสพติดก็จะเป็นผู้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลอาญาต่อไป ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ต้องหาที่จะต้องถูกฟ้องทั้งสิ้น 3 ราย อีก 1 ราย คือ น.ส.จันทรา หรือ rose rose อยู่ระหว่างหลบหนี และหลังจากนี้จะมีการขยายผลหาตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมต่อไป เพื่อกวาดล้างขบวนการยาเสพติดข้ามชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับอัตราโทษที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาในคดีนี้มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต