“สุวพันธุ์”นั่งหัวโต๊ะถกเรื่องร้องทุกข์เหยื่อถูกทรมาน-บังคับหาย” รื้อคดีอุ้ม”ทนายสมชาย-บิลลี่”

26.06.17 | 14:07 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 มิถุนายน ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลั่นกรองเรื่องร้องทุกข์กรณีดังกล่าว และเพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิให้กับประชาชนในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายภายในใช้บังคับเป็นการเฉพาะ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อัยการสูงสุด และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

นายสุวพันธุ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ถือเป็นการประชุมครั้งแรกเป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นสำคัญหารือร่วมกันคือการกำหนดกระบวนการและแนวทางการทำงานของคณะกรรมการ รวมถึงจัดตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อดูแลเรื่องนี้ คือ 1.อนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 2.อนุกรรมการเกี่ยวกับการป้องกันและให้การศึกษาให้ความรู้ และ 3.อนุกรรมการด้านการเยียวยา ส่วนการดำเนินการในเรื่องการถูกซ้อมทรมานและถูกบังคับให้สูญหายของคณะกรรมการชุดนี้ จะดำเนินการกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาในอดีตและที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตด้วย โดยผ่านกระบวนการทำงานที่คณะทำงานได้วางไว้และเห็นชอบร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การร้องทุกข์จากประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและถูกบังคับให้สูญหาย สามารถร้องทุกข์ได้ทุกที่ เช่น ศูนย์ดำรงธรรม ตร. หรือที่อื่นๆ รวมถึงยธ.

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการสอบสวนของคณะกรรมการว่าจะมีความยากลำบากหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่ามีอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่จะมีหน้าที่ค้นหาข้อเท็จจริง และให้ข้อเสนอแนะกับคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีหน่วยงานของรัฐที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ยธ. มท. ตร. และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมถึงผู้แทนจาก กสม. ซึ่งก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีการรับเรื่องร้องทุกข์จากกรณีดังกล่าว ดังนั้น กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งตนคิดว่ามันจะรวมถึงเรื่องที่ต้องดำเนินคดีต่อไป หรือไม่ต้องดำเนินคดี


ถามต่อว่า มีกรอบเวลาการดำเนินการย้อนหลังเกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์นี้กี่ปี รมว.ยธ. กล่าวว่า ไม่มี จะดำเนินการทั้งหมด มีบัญชีอยู่และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมบัญชีให้เหลือบัญชีเดียว ซึ่งการประชุมคราวหน้า โดยเราจะประชุมกันทุก 2 เดือน ก็จะเอาบัญชีมาดูกัน ส่วนกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิม และนายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ที่ถูกอุ้มหายนั้น คณะกรรมการชุดนี้ก็จะดูเรื่องนี้ด้วย โดยเราจะต้องดูสถานะปัจจุบันของเรื่องดังกล่าวว่าอยู่ขั้นตอนไหน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตาม เราจะพิจารณาดำเนินการทุกเรื่องที่มีอยู่ รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ทั้งนี้ ตัวเลขของเรื่องร้องทุกข์กรณีดังกล่าวที่ได้รับจากสหประชาชาติ มีอยู่ 82 คนทั่วประเทศ ซึ่งมันอาจจะมีชื่อไม่พบในบัญชีทะเบียนราษฎร์บ้าง แต่เป็นเรื่องที่มีการร้องเข้ามา

รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า สำหรับอนุกรรมการด้านการเยียวยานั้น ยกตัวอย่างว่า หากนาย ก. ร้องทุกข์เข้ามา ก็จะให้อนุกรรมการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อพบว่ามีการหายตัวไปจริง ก็จะต้องมีการดำเนินการ 2 อย่างคือ การดำเนินคดี และญาติพี่น้องผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา ซึ่งทั้งหมดมีระเบียบการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ทั้งนี้ ความคืบหน้าของการร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. …. ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงประเด็นที่สภาได้ให้ข้อสังเกตมา ซึ่งเราจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ คือการรับฟังความคิดเห็น หากเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็จะเสนอต่อไป

Advertisement

ด้าน น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวว่า การเยียวยากรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญนั้น ซึ่งตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในคดีความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเพศ โดยที่เขาไม่ได้กระทำความผิดก็จะได้รับการเยียวยาตามตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 อีกเรื่องคือ กองทุนยุติธรรม ก็จะมีเรื่องการเยียวยาของผู้ถูกละเมิดสิทธิ์ และในส่วนของภาคใต้ก็มี ศอ.บต. คอยเยียวยา โดยการเยียวยามีหลายแนวทาง ซึ่งเราจะทำให้เป็นมาตรฐานต่อไป และเป็นการบูรณาการเยียวยาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม การกระทำทรมานหรือบังคับให้สูญหายถือเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญมาก

น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวต่อว่า ในตอนนี้ยังไม่มีเรื่องของเวลาที่ถูกบังคับให้สูญหาย แต่อkจจะมีข้อจำกัด เช่น พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ เริ่มจาก 1 ปี นับแต่รู้ เป็นต้น ท้ังนี้ ในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯได้รับการร้องทุกข์ 37 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีการถูกกระทำทรมาน โดยมี 12 รายที่ได้ข้อยุติแล้ว และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตามอนุสัญญารัฐมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้มีการกระทำทรมานในการให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็อนุกรรมการด้านการป้องกัน คือ เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่อยากทรมานใคร เพราะการทรมานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่เขาอาจจะไม่เข้าใจหรือเกินเลย มันก็เกิดเหตุ ซึ่งเราจะมีมาตรการในการจัดอบรมให้ความรู้ อีกทั้ง การกระทำการทรมานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นถือเป็นเรื่องที่รุนแรง