ศาลอาญา ตัดสินประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ คดีที่ 8 ลวงฆ่า จุ๋ม สั่งชดใช้สินไหมแก่สามีผู้ตาย

22.09.26 | 13:38 น.

ศาลอาญา ตัดสินประหาร แอม ไซยาไนด์ คดีที่ 8 ลวงฆ่า จุ๋ม นทรรัตน์ ล้างหนี้เงินกู้ ให้ชดใช้เงินสินไหมแก่สามีผู้ตาย 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 712 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ 856/2568 แอม ไซยาไนด์ วางยาคดีที่ 8 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ไซยาไนด์ อายุ 39 ปี เป็นจำเลย ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย


กรณี เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2565 นางจันทรรัตน์ วงศ์ไกรสิน หรือ จุ๋ม เสียชีวิต ขณะอายุ 43 ปี ได้ออกไปพบกับแอมที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ใน จ.เพชรบุรี เมื่อกลับมาถึงบ้าน สามีพบว่าเธอนอนแน่นิ่งไปจึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลชะอำ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ผู้ตายมีความเชื่อมโยงกับแอมในลักษณะการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ โดยได้โอนเงินร่วมทุนให้แอมจำนวน 70,000 บาท และแอมยังได้หยิบยืมเงินส่วนตัวแยกต่างหากอีก 26,800 บาท

ศาลพิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. จำเลยได้สั่งซื้อสารไซยาไนด์ มา 1 กระปุก ต่อมา จำเลยนัดผู้เสียชีวิต วันที่ 15 ส.ค. ให้มาเจอเพื่อคืนเงินที่ได้ร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย และจะนำยาแก้อาการลองโควิด มาให้ ที่ปั้มน้ำมันใน จังหวัดเพชรบุรี

จากนั้นสามีผู้ตายกลับมาพบภรรยานอนหมดสติ ที่บ้านพัก จึงนำตัวส่ง รพ.ชะอำ และนางจันทรรัตน์ เสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์ที่รับตัวนางจันทรรัตน์ได้มีการเจาะเลือดและพบอาการผิดปกติมีค่ากรดสูงในตับ จากการอักเสบ แต่ไม่พบสาเหตุการอักเสบมาจากที่ใด

Advertisement

โดยพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ให้ความเห็นว่า จากอาการของผู้ตาย ทำให้ร่างกายขาดสารออกซิเจน มีผลต่อหัวใจและสมอง ลักษณะอาการเช่นเดียวกับผู้ตายได้ เชื่อว่า นางจันทรรัตน์ได้รับสารพิษไซยาไนด์จำนวนมาก

นอกจากนี้พยานจากตำรวจได้ตรวจโทรศัพท์ของผู้ตาย และพบแชตการชักชวนลงทุน และหลักฐานการโอนเงินให้จำเลย รวมแล้วกว่า 26,800 บาท รวมถึงไฟล์เสียงพูดคุยระหว่างจำเลยและผู้ตายลักษณะนัดกันโดยจำเลยนัดผู้ตายว่าจะนำเงินที่ผู้ตายร่วมลงทุนกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยมาคืนในวันที่ 12 ส.ค. แต่เมื่อเห็นว่าเป็นวันหยุดและมีสามีกับลูกของผู้ตายอยู่ที่บ้าน จึงขอเลื่อนเป็นวันที่ 15 ส.ค. และนัดเจอที่ ปั๊มน้ำมัน เพื่อไม่ให้มีพยานรู้เห็น พร้อมจะนำยารักษาลองโควิดมาให้ผู้ตายด้วย

ด้านพยานที่เป็นหัวหน้างานของผู้ตาย ระบุว่าผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอด แม้เคยเป็นโควิดแต่ก็ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเพียงแต่ยังมีอาการไอต่อเนื่อง

แม้จะไม่มีประจักษ์พยานเห็นการพบกันระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และจำเลยปลอมปนสารพิษไซยาไนด์ให้ผู้ตายอย่างไร เพราะจำเลยย่อมต้องหาหนทางปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้เห็น ซึ่งเมื่อดูสำนวนการสอบสวนจำเลย รวมถึงแต่พฤติกรรมจากคดีที่ผ่านมามีลักษณะที่จำเลยกระทำคล้ายกันโดยผู้เสียหายจะไปพบกับจำเลยและจำเลยจะนำอาหาร เครื่องดื่ม ยามาให้กับผู้เสียหาย จากนั้นจะมีอาการคล้ายกันจากการโดนปลอมปนไซยาไนด์

พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ โดยปราศจากข้อสงสัย ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยเป็นการเบิกความลอยๆไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษประหารชีวิต

เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และให้จำเลย ชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ส.ค. 65 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา7 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก