ใครเป็นคนสั่งให้โอน? สฤณี จับโป๊ะ ‘เส้นเงินฮั้ว ส.ว.’ จองตั๋ว นัดติว ทำโพย ต้นทางเสมียนพรรค – ฟังเหตุผลถึงกับโอ้โห! บางเคสอ้าง ค่าใส่ปุ๋ยทุเรียน จำนวนยอดเป๊ะไปไหม?
เมื่อวันที่ 22 กันยายน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการ ‘การตรวจสอบ ฮั้ว ส.ว. ปราการด่านสุดท้ายของนิติธรรมไทย’ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ มาเม้า คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น
ในช่วงหนึ่ง น.ส.สฤณีกล่าวถึง ‘เส้นทางเงิน’ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว ส.ว. โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1.เส้นทางเงิน กลุ่มที่จ่ายให้ผู้สมัคร ส.ว. ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไปดูรายละเอียดใน 77 คน จะเห็นว่าผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. 36 คน ก็เข้าข่ายนี้จำนวนมาก
15 คนที่บอกว่าบุคคลอื่น มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเงิน พูดง่ายๆ คือ หลักฐานชัดมาก มีการโอนเงินในช่วงนั้นเลย ที่มีการเลือก ส.ว. ทั้งในระดับจังหวัด ประเทศ หรืออำเภอก็ตาม แล้วเหตุผลที่ผู้รับเงินอ้างนั้น ในชั้นไต่สวนว่า ‘ฟังไม่ขึ้น’ เนื่องด้วยดูจากจำนวนเงิน จังหวะเวลาต่างๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการสมัคร ส.ว.
“เรียกได้ว่า จำนวนมาก เป็นโหวตเตอร์พลีชีพ ให้มาเลือกตามโพยเป็นหลัก สอดคล้องกับที่ อ.ปริญญา บอกว่ามีการทำเป็นขบวนการ เรียกว่า ‘โพยฮั้ว’
ซึ่งถ้าดูในบางกรณี คนโอนเงินเป็น ‘เสมียนอยู่ที่พรรคการเมือง’ โอนเงินรวดเดียวไปให้คนที่เป็นผู้สมัคร ส.ว.10 คน อย่างนี้เป็นต้น เหตุผลแรงจูงใจคืออะไร คงไม่ได้อยากจะโอนเล่นๆ ใครเป็นคนสั่งให้โอน”

”การโอนในหลายๆ ครั้ง มันมีลักษณะเหมือนเป็นตัวกลาง เป็นนายหน้าส่งต่อ เท่านั้น นี่คือเส้นเงินแบบที่ 1 คือมีการโอนเงินที่ชัดเจน ไปให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ว. ในช่วง 1 วันก่อนวันเลือก หรือหลังเลือก 1 วัน เป็นความผิดปกติ” น.ส.สฤณีชี้
จากนั้น น.ส.สฤณี กล่าวถึง เส้นเงิน กลุ่มที่ 2 จะเป็นเรื่องของการ จัดคนมาที่โรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้เราใช้คำว่า ‘ศูนย์ทำโพย’ เส้นเงินที่เกี่ยวข้องก็มีตั้งแต่ ซื้อตั๋วเครื่องบิน การจ่ายค่าจองโรงแรม จ่ายค่าเดินทางให้ จัดจองรถตู้ คือเงินๆ ต่างๆ ที่ปรากฏ เชื่อได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อขบวนการพาคนลงมาที่ศูนย์ทำโพย และมีการติววิธีการทำ ‘โพยฮั้ว’ ซึ่งในบางกรณี จากสำนวนมีความชัดเจนและสอดคล้อง คือให้เขียนในหน้าสุดท้ายของใบแนะนำตัว หรือ ส.ว.3 มันมีความชัดเจนถึงขนาดนั้น
“ที่เราจะบอกคือ พยานหลักฐานต่างๆที่ปรากฏออกมาไม่ใช่แค่ว่า มีโพยฮั้วเท่านั้น แต่ว่ารูปแบบการทำ ลักษณะที่ทำก็มีความสอดคล้องกัน ระหว่างพยานหลายคน ที่ให้การในจังหวัดต่างๆ
จากเส้นเงินทั้ง 2 กลุ่มนี้ คำถามคือ ถ้าเราเห็นชัดว่ามีการโอนเงินไปที่ผู้สมัคร ส.ว. จำนวนมาก ทีละหลายคน ในช่วงเวลาที่เลือก ส.ว. อะไรคือแรงจูงใจ ใครจะอยากโอนให้ผู้สมัครขนาดนั้น”
“เส้นเงินกลุ่มที่ 2 คือ เงินที่เกี่ยวข้องกับการระดมคนมาที่ศูนย์ทำโพย อะไรคือแรงจูงใจในการจ่ายเงินเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ และไม่ได้มีการสั่งการ”
จากนั้น น.ส.สฤณี ยกตัวอย่าง 3 จังหวัดที่พบความผิดปกติอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ กรณีสุราษฎร์ธานี โดยส่วนตัวตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่เห็นข้อมูลออกมาว่ามีความผิดปกติอย่างมาก เพราะเงินทั้งหมดที่ไหลไป-มานั้น มีเป็นหลักแสนบาท แต่มีอยู่เส้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ มีการโอนเงินจากเสมียนของพรรค ให้กับ ผู้ช่วย ส.ส. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วผู้ช่วย ส.ส.จังหวัดนั้น ก็โอนต่อไปให้ผู้สมัคร ส.ว. รวดเดียวเลยทั้ง 10 คน ในคืนก่อนวันเลือก ส.ว.ระดับจังหวัด และในวันเลือก ส.ว. มีเงินสะพัดทีเดียว 32,000 บาท

“โดยที่มีเหตุผล จริงๆ เงินเขาก็โอนหลายยอด แต่มี 7-8 ยอดที่เลขตรงกันเลยคือ 2,000 บาท ไปที่ผู้สมัคร ส.ว.
แล้วเหตุผลที่ให้ก็มีความแตกต่างกัน บางคนก็บอกว่า ค่าใช้หนี้บ้าง ค่าใส่ปุ๋ยทุเรียน ค่ายา ทุเรียน ค่าเช่าพระ ค่าซื้อตอไม้ ค่ารถตู้ ค่าบริการนวด ต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งฟังแล้ว โอ้โห น่ามหัศจรรย์มาก ท่านอยู่ดีๆ มีธุรกรรมเป็นจำนวนเงินเท่ากันกับผู้สมัคร ส.ว. และในช่วงนั้นพอดี ฉะนั้นตรงนี้ คณะไต่สวนชุดที่ 26 ก็เลยบันทึกว่า ‘ไม่น่าเชื่อถือ’ เพราะเหตุผลเหล่านี้แค่เพียงเขียนจดหมายอธิบาย ไม่ได้มีพยานหลักฐานประกอบ” น.ส.สฤณี ระบุ

