หน้าแรก ในประเทศ ศาลสั่งคุก อด...

ศาลสั่งคุก อดีตลูกจ้าง อบต. 36 ปี 80 เดือน ชดใช้เงินหลวง คดียักยอกค่าจัดเก็บภาษีที่ดิน

24.09.26 | 13:24 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาจำคุกอดีตลูกจ้างประจำสังกัด องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเวลา 36 ปี 80 เดือน พร้อมสั่งให้ชดใช้เงินตกเป็นของแผ่นดิน


เมื่อวันที่ 23 กันยายน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า จากการที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปีงบประมาณ 2559-2561 ของ องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่ง พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จึงได้แจ้งผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตลูกจ้างประจำ ซึ่งเป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดเกี่ยวกับเอกสารและความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

จากการไต่สวนพยานหลักฐานและสำนวนของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2561 จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ อบต. ได้อาศัยโอกาสที่ตนเป็นผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บรายได้เพียงผู้เดียว กระทำความผิดในหลายรูปแบบ ได้แก่ การเขียนจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วเบียดบังเงินส่วนต่างไป การนำใบเสร็จรับเงินของผู้ประกอบการรายอื่นมาปลอมแปลงแก้ไขข้อมูลไม่ออกให้แก่ผู้ชำระภาษีรายใหม่ โดยไม่นำเงินส่งเข้าคลัง การลงวันที่ในสำเนาใบเสร็จคลาดเคลื่อนเพื่อปกปิดการนำส่งเงินล่าช้า รวมถึงการรับเงินแล้วไม่ยอมออกใบเสร็จรับเงินในทันที ทำให้ อบต.ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 136,360 บาท

Advertisement

ในชั้นพิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีในหลายประเด็น อาทิ การกระทำโดยสุจริต คดีขาดอายุความ และประเด็นเรื่องการไม่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในข้อหาปลอมเอกสาร อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบและพยานเอกสารใบเสร็จต่างๆ มีความสอดคล้องต้องกัน ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปรวมกระทงความผิดทั้งหมด ศาลสั่งลงโทษจำคุกรวม 64 ปี แต่ทางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 36 ปี 80 เดือน พร้อมทั้งให้จำเลยชดใช้เงินรวมเป็นจำนวน 136,360 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ด้านความคืบหน้าทางด้านคดี ล่าสุดยังไม่ถึงที่สุด คาดว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ในลำดับถัดไป ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่าง ป.ป.ช.รับข้อมูลเข้าสู่กระบวนการต่อไป

เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำในกรณีเช่นนี้อีก ทุกส่วนราชการควรตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังในเรื่อง การแบ่งแยกหน้าที่ไม่ให้ผูกขาดคนเดียว เรื่องการควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของใบเสร็จ/เอกสารทางการเงิน เรื่องการกวดขันและติดตามงานอย่างใกล้ชิดจากผู้บังคับบัญชา และการปลูกฝังธรรมาภิบาลพร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงความผิดทางวินัยการเงินการคลัง