รมว.สุชาติ เร่งติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ มุ่งขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ปี 2573 (NDC 2.0)
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลผลการดำเนินงานจริงมาใช้ในการวิเคราะห์ความก้าวหน้า ติดตามปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และสอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 2.0
นายสุชาติ กล่าวว่า การติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยเห็นถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานในแต่ละสาขา รวมถึงประสิทธิผลของมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนกำหนดแนวทางเร่งรัดและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายใต้ NDC 2.0 โดยได้สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามและประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2567 ครอบคลุม 34 มาตรการ ใน 5 สาขาหลัก ซึ่งพบว่า ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้รวม 88.11 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) คิดเป็นร้อยละ 15.87 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยกรณีปกติ (BAU) ณ ปี ค.ศ. 2030 (555 MtCO₂eq)
และเมื่อจำแนกผลการลดก๊าซเรือนกระจกรายสาขา พบว่า สาขาพลังงาน สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 60.75 MtCO₂eq โดยการใช้พลังงานทดแทนมีส่วนสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกถึง 45.57 MtCO₂eq รองลงมาคือ สาขาคมนาคมขนส่ง ลดได้ 14.92 MtCO₂eq ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการเพิ่มประสิทธิภาพยานยนต์ ขณะที่ สาขาการจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม ลดได้ 7.40 MtCO₂eq สาขาเกษตร ลดได้ 3.72 MtCO₂eq และ สาขากระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ลดได้ 1.32 MtCO₂eq ทั้งนี้ ผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2567 ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564–2573 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูล ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569
รมว.ทส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการด้านพลังงานทดแทนและการปรับเปลี่ยนยานยนต์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมีบางมาตรการที่มีผลการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับจำกัด โดยเฉพาะการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 0.038 MtCO₂eq จากพื้นที่ดำเนินมาตรการ 121,405 ไร่ จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านพื้นที่ ระบบน้ำ การเข้าถึงของเกษตรกร และความพร้อมของข้อมูล เพื่อกำหนดแนวทางในการขยายผลให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในระยะต่อไป ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละสาขา เพื่อติดตามและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของแต่ละมาตรการเทียบกับแผนงานและเป้าหมายที่กำหนด พร้อมเร่งรัดมาตรการที่มีความล่าช้า ตลอดจนยกระดับคุณภาพข้อมูลกิจกรรม วิธีการคำนวณ และกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของผลการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ สามารถนำมาใช้ประกอบการติดตามความก้าวหน้าและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย NDC 2.0 และเตรียมการมาตรการใหม่ภายใต้เป้าหมาย ปี 2578 (NDC3.0) เพื่อดึงดูดนักลงทุนมุ่งสู่ธุรกิจแบบปล่อยคาร์บอนต่ำต่อไป


