เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีนางจรูญ อายุ 82 ปี ถูกลูกชายและลูกสะใภ้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์เป็นตู้ไม้ 2 หลัง ว่า ได้สั่งการให้ยุติธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ไปตรวจสอบดูว่านางจรูญมีศักยภาพที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเองได้หรือไม่ ถ้าตรงตามหลักเกณฑ์กองทุนยุติธรรม ช่วยจัดหาทนายความสู้ลูกชายและลูกสะใภ้ที่แจ้งความนางจรูญ อีกทั้งการที่มารดาเอาทรัพย์ไปเก็บไว้ตามข่าวนั้น เข้าข่ายเจตนาลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 วรรคสอง กรณีถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าการฟ้องคดีอาญาจะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอํานาจสั่งไม่ฟ้องได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่สํานักงานอัยการสูงสุดกําหนด โดยความเห็นชอบของ ก.อ.ได้
นายธวัชชัยกล่าวต่อว่า แต่ถ้าหากยังมีการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท แต่การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผู้บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ นอกจากนี้ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 71 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลอาจจะมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจ โดยศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณายกฟ้อง หรือรอลงอาญาแล้วคุมหรือไม่คุมประพฤติก็ได้
“คดีขี้หมูรา ขี้หมาแห้งแบบนี้ รัฐคงต้องเอาภาษีไปจ่ายตั้งแต่เงินเดือนเจ้าหน้าที่และทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตลอดกระบวนการมากมาย ในอนาคตสามารถใช้กระบวนยุติธรรมทางเลือก หรือยุติธรรมชุมชนได้ก็จะเป็นการดี” นายธวัชชัยกล่าว

