ส.ส.สมชาติ พรรคประชาชน พร้อมแฟ้มเอกสารเข้าพบ DSI ให้ปากคำชี้แจงข้อมูลในฐานะพยาน ปมถือครองอสังหาฯ ทรัพย์สินแทนคนต่างชาติ หลังเลื่อนหมายเรียกพยานมา 3 ครั้ง
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 กันยายน ที่ ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ หรือ ส.ส.สมชาติ จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ได้เดินทางมาติดต่อเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยได้นำแฟ้มเอกสารติดตัวมาด้วย คาดว่าเป็นเอกสารสำหรับการเตรียมมาชี้แจงข้อมูลกรณีปรากฏชื่อเป็นกรรมการในบริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในจังหวัดภูเก็ตร่วมกับชาวต่างชาติ
โดยวันนี้ ส.ส.สมชาติ สวมเสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีขาว และกางเกงสแล็คสีดำ พร้อมกับมีใบหน้าเรียบเฉย เเละเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงการเดินทางเข้าพบพนักงานสืบสวนดีเอสไอในวันนี้ ปรากฏว่า ส.ส.สมชาติ ได้ขออนุญาตไม่ตอบคำถามเพราะยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล แต่ขอเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อน จากนั้นจึงได้ทำการแลกบัตรกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่พนักงานสืบสวนจะลงมารับตัวเพื่อขึ้นไปสอบถามข้อมูลยังห้องกองคดีความมั่นคง ชั้น 9 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่ดีเอสไอ โดยกองคดีความมั่นคง ออกหมายเรียกนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาชน มาสอบสวนปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบความเกี่ยวข้องเส้นทางการเงินในบริษัทนิติบุคคล ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นนอมินีเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานกฎหมาย โดยระบุถึงพฤติการณ์ของนายสมชาติ ว่ามีลักษณะเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ซึ่งยังพบอีกว่าได้มีการไปจดทะเบียนมากกว่า 30 บริษัท อีกทั้ง 30 บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่เพียงถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูล ยังระบุด้วยว่า ส.ส.สมชาติ มีการถือหุ้น 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่กลับมีลักษณะมุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการถือครองที่ดินและอาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ จึงกลายเป็นข้อสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงินทุนเกี่ยวโยงกับนิติบุคคลไทยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออาคารชุด และมีการไปทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว แม้ยังไม่เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 แต่อาจเข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเฉพาะกรณีการเป็นนอมินี เพราะกฎหมายที่ดินไม่ได้ดูที่การประกอบธุรกิจ แต่มุ่งดูที่เจตนาการถือครองที่ดิน




