เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันแถลงข่าวการช่วยผู้ประสบอุทกภัย
โดยนายชัชชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมวันนี้ว่า ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) คาดการณ์ว่าอาจจะมีฝนตก ประมาณวันที่ 5-8 ตุลาคม ลักษณะเป็นฝนวันเดียว ไม่ใช่ฝนแช่ สถานการณ์ถึงวันนั้น ตามคลองต่างๆ สถานการณ์น่าจะดีขึ้นและ ตอนนี้ภาพรวมในคลองหลักๆ 4 คลอง ไม่ว่าจะเป็นคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ ซึ่งดีขึ้น เหลือคลองประเวศที่ยังต้องมีการเร่งเอาน้ำออก ซึ่งอาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้นมาที่คลองลาดพร้าว เพราะมีการระบายน้ำเพิ่มมาจากปทุมธานี ทางคลองสอง
“เมื่อเช้ามีพี่น้องทางปทุมฯ มาเจรจาตรงครองพระยาสุเรนทร์ ซึ่งเราช่วยเปิดให้อีก 10 ซม.เป็น 20 ซม. เราช่วยระบายเพิ่มทางคลองสอง สถานการณ์ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หลัก ๆคือสถานการณ์ในน้ำถ้าเราพร่องน้ำให้ได้มากที่สุด วันที่ 5 ฝนเติมมาคิดว่า น่าจะไม่มีปัญหาเพิ่มเติมมาก แต่คงต้องดูปริมาณฝนอีกครั้ง แต่ไม่มีทางอื่นคงต้องเร่งสูบ และระบายจากพื้นที่ต่างๆ” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า วันนี้จะเริ่มเป็นการปฎิบัติการเข้าไปกู้รายละเอียดเพิ่มขึ้น โดยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯจะเน้นที่สะพานสูง ซึ่งอยู่ฝั่งใต้ของคลองแสนแสบ อยู่ระหว่างแสนแสบกับประเวศ ซึ่งจะมีการระบายช้านิดหนึ่ง เพราะต้องระบายไปที่คลองประเวศเป็นหลัก
“คิดว่าจะไปดูที่หมู่บ้านต่าง ๆ ที่มีปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก และเริ่มกู้พื้นที่ต่าง ๆ ส่วนด้านของเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ติดตั้งท่อซิ่งแล้ว 4 ท่อ แต่ยังไม่ได้เริ่มดูด เพราะต้องมีการทำคันให้เรียบร้อย มันจะมีคันบริเวณคลองหนึ่ง ซึ่งถ้าเราดูดไปลงคลองหนึ่ง และคันนี้ยังไม่ทำ มันจะไหลย้อนเข้ามา ซึ่งจะทำให้เสียเปล่า ซึ่งเหลือคันอีกประมาณ 100 เมตรที่ต้องวาง คิดว่าตอนเที่ยงน่าจะเริ่มสูบได้ และต้องเริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนด้านนอกคันที่เราสูบ ว่าเขาอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่ก็ต้องช่วยเหลือกัน”นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์โดยภาพรวมตอนนี้ค่อย ๆ เริ่มหดตัวลง พื้นที่ที่มีปัญหาจะได้เอาทรัพยากรไปช่วยจุดต่าง ๆ มากขึ้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ฝนกำลังจะตกจะมีจุดไหนที่เสี่ยงจะท่วมซ้ำหรือไม่
นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อวานนี้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่คาดการณ์ไว้ โดยฝั่งธนบุรีมีปริมาณฝนเกือบ 90 มิลลิเมตร แต่ไม่พบปัญหา ขณะที่พื้นที่ด้านใน โดยเฉพาะย่านลาดพร้าว มีฝนประมาณ 30 มิลลิเมตร แต่สามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว ไม่มีปัญหา
“ลักษณะคือที่ผ่านมา น้ำที่เราเดรนออกไปเราเดรนน้ำจากพื้นที่ด้านข้างออกไปเยอะมาก เพราะฉะนั้นพื้นที่ต่างๆก็ว่างพอที่จะรับน้ำ ถ้าถามว่าทำไมเราเดรนน้ำใช้เวลานาน เพราะเราดึงน้ำขึ้น น้ำที่อยู่นอกคลองไม่ได้ดึงน้ำที่อยู่ในคลองอย่างเดียวดึงน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปด้วย ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยมีน้ำอยู่ ว่างแล้ว เพราะฉะนั้นจะมีพื้นที่ที่ช่วยรับน้ำได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าฝนตกมาไม่มาก เชื่อว่าจะมีพื้นที่ที่ช่วยซับน้ำได้ และไม่ได้ลงไปในคลองทันที เรื่องที่กังวล คือ ถ้าลงในพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก มันทําให้สถานการณ์มันอาจจะดีขึ้นช้ากว่าที่เราคาดการณ์ไว้ ” นายชัชชาติ กล่าว
ในส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องเฝ้าระวังตลอด พยายามแจ้งประชาชน อย่างที่เคยแจ้งเหตุไปว่ามีน้ำข้ามคันมาจากคลองหกวาสายล่าง คงต้องมีการการดูแลและแจ้งประชาชนโดยตลอด ส่วนวันที่ 5 ตุลาคม คงดูสถานการณ์ใกล้ ๆ อีกครั้งหนึ่ง
“ผมคิดว่าเราเริ่มมีข้อมูลรายละเอียดมากขึ้นถึงพื้นที่ต่ำ อาจจะมีการเตือน โดยเฉพาะพื้นที่ไว้ว่าพื้นที่นี้มีความต่ำกว่าพื้นที่อื่นอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าพยายามลงรายละเอียด ในลักษณะที่เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงภัยมาก เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเราพยายามทำโมเดล ซึ่งเอาโมเดลมาวิเคราะห์อาจจะทำให้เห็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง มากกว่าบริเวณอื่นจะพยายามเตือนให้เจาะจงกับพื้นที่ให้มากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปถึง ประสิทธิภาพของบ่อหน่วงน้ำหรือ Water Bank ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
นายชัชชาติ กล่าวว่า วอเตอร์แบงก์ มีทั้งแบบใหญ่และแบบเล็ก ยกตัวอย่างเช่น บึงหนองบอน มีประสิทธิภาพประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ตนว่าปัจจุบันยังเหลืออีกเกือบ 4 ล้าน
“อย่างที่บอกว่าลักษณะของบ่อหน่วงน้ำหรือแก้มลิง จะต้องใช้ในพื้นที่เป็นหลัก มันต้องมีการนำน้ำเข้ามา บึงหนองบอน ตัวที่นำน้ำเข้าไปคือคลองหนองบอน กับมีคลองมะขามเทศ ซึ่งอัตราการไหลไม่ได้สูงมาก เพราะฉะนั้นน้ำที่ไหลลงบึงหนองบอนจะเป็นน้ำในพื้นที่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นเป็นรูปแบบของข้อจำกัด ของแก้มลิงเหมือนกันว่าหัวใจมันคือต้อง มีการเอาน้ำเข้ามาให้ได้ เรามีโครงการที่จะทำอุโมงค์ จากคลองประเวศมาที่บึงหนองบอน ซึ่งมีปัญหาเรื่องผู้รับเหมา ที่ทุนติดลบฟื้นฟูอยู่ ถ้าเกิดเราสามารถทำตรงนี้ได้ เราก็อาจจะเอาน้ำมาลงบึงหนองบอน”นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ที่บึงหนองบอนมีอุโมงค์ที่ไปลงบางนาอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกว่าอนาคตเราก็คงต้องคิด ที่เราเปรียบเทียบเรื่องประสิทธิภาพของแก้มลิง กับเรื่องอุโมงค์
“ในบางบริบทแก้มลิงดี เช่น อย่างโรงเรียนหลักสี่ ที่มีแก้มลิงขนาดประมาณ 10,000 คิว พอพร่องน้ำ ฝนตกมาก็เอาลงไปที่แก้มลิงในพื้นที่และค่อยระบายออก เพราะว่าเอาเข้าเอาออกไม่ยาก ถ้าเกิดเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ การนำน้ำมายาก บางครั้งทำอุโมงค์รวดเดียวให้ออกเลย อาจจะสะดวกกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีอุโมงค์หรือมีคลองที่ดีจะเอาน้ำจากคลองดึงออกอุโมงค์ไปที่แม่น้ำเลย คงต้องคิดให้มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด” นายชัชชาติ กล่าว




