“สุวพันธุ์”เปิดงานยธ.ชาติครั้งที่ 14 ย้ำต้องทำกลไก กม.ให้ทันสมัย ขรก.ต้องกล้าคิดนอกกรอบ

28.06.17 | 13:48 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 15 ว่าด้วยการยุติความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน ในกระบวนการยุติธรรม (The 15th National Symposium on Ending Violence against Children in Juvenile Justice System) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย.นี้ โดยเป็นการจัดการประชุมร่วมกันของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่วมกับสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว ผอ.สกธ. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจฯ และพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วยผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานภายใน เช่น หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานในการคุ้มครองเด็ก การศึกษา สาธารณสุข องค์กรเอกชน ภาคประชาสังคม ประมาณ 500 คน

นายสุวพันธุ์ กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีว่า ตนเชื่อว่าพวกเราทุกคนตระหนักว่าเด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยและของโลก เพราะพวกเขาเป็นเหมือนที่เราเคยเป็นเหมือนที่เราเคยเป็น ซึ่งเราผ่านชีวิตเด็กและเยาวชน แต่ไม่เคยมีชีวิตในช่วงวัยนั้นที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม วันนี้รัฐบาลไทยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชนที่พลัดหลงมาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่มาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมพินิจฯ หรือกรมคุมประพฤติ เพราะได้ทำผิดตามกฎหมายอาญา แต่รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งเรื่องเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีเพื่อนำไปสู่การป้องกันการลดความรุนแรง และการยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้น ถ้ามองในมิติของกระทรวงยุติธรรมที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ตนคิดว่าประเทศไทยมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเกิดมาจากครอบครัวทหาร โตในค่ายทหาร และเคยถูกพ่อแม่กล่อมเกลาเรื่องวินัย เคยถูกขู่ว่าถ้าไม่เป็นเด็กดีก็จะส่งไปอยู่โรงเรียนดัดสันดาน ทำให้ตนได้พัฒนามาเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยได้วิวัฒน์มาโดยตลอด ตั้งแต่การสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี และการรับโทษ โดยเริ่มมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เรามีศาลที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน รวมถึงมีส่วนราชการอย่างกรมพินิจฯ เข้ามาดูแลเด็กในกระบวนการยุติธรรม เป็นการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ผมคิดว่าโลกทุกวันนี้ สิ่งที่กระทรวงยุติธรรมต้องทำจากวันนี้จนถึงอนาคต คือ การทำให้กลไกที่มีอยู่ทันสมัยไปตามกาลเวลา คือต้องมีการปรับปรุงกลไกให้ทันสมัย มีกระบวนการในการทำงานที่ไล่ทันสภาพแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก สำหรับราชการไทยนั้น ผมคิดว่าไม่สามารถคิดอยู่ในกรอบได้เท่านั้น ราชการเป็นสถาบันหลักที่จะทำให้การขับเคลื่อนของประเทศเดินหน้า ซึ่งมันถึงยุคที่ต้องคิดและทำนอกกรอบแต่อยู่ภาายใต้กฎหมาย เราจะปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปอย่างที่เคยเป็นไม่ได้แล้ว ต้องคิดนอกกรอบ เดินนอกกรอบ แต่อยู่ภายใต้กฎหมาย” นายสุวพันธุ์กล่าว

Advertisement

นายสุวพันธ์ กล่าวด้วยว่า ต้องนำสิ่งที่สหประชาชาติตั้งเป็นรูปแบบไว้มาทำให้เกิดการประสานกลมกลืนกับหลักคิดที่เป็นบริบทของสังคมไทยและประเทศไทย เพื่อให้เดินไปได้กับรูปแบบและยุทธศาสตร์ที่สหประชาชาติต้องการ อีกทั้ง เราต้องทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมและดำรงอยู่ได้ตามปกติ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งเป็นความเจ็บปวด และการทำให้ความเจ็บปวดหรือแผลเป็นที่ฝังอยู่ในจิตใจและความคิดของเขามันไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมไม่สามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้ตามลำพัง จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย และอยากเห็นการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งในระดับประชาคมระหว่างประเทศ และกลุ่มเพื่อนสมาชิกอาเซียน

นางขัตติยา รัตนดิลก ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมพินิจฯ ว่า สถิติก่อนหน้านี้ที่เด็กและเยาวชนกลับไปก่อเหตุซ้ำจาก 100 คน มี 25 คน ที่ศาลมีคำพิพากษาให้เข้าสู่ศูนย์ฝึกอบรมและใช้เวลาฟื้นฟู 1-2 สัปดาห์ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15-18 ปี ส่วนเด็กที่มีอายุน้อยก็พบว่ามีการกระทำความผิดเพิ่มขึ้น ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ซึ่งเด็กที่กระทำความผิดเรามองว่าเป็นความผิดของพ่อแม่ที่ไม่ดูแล ซึ่งเราพยายามพูดคุยกับผู้ปกครองให้ดูแลเด็กแทนที่จะเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จะมีความเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการถูกควบคุมตัวและแยกออกจากครอบครัว รวมถึงการถูกทำร้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งไม่ดี เราจึงพยายามนำเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนการยุติธรรม โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีการนำเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมลดลง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย และมีการหันเหคดีที่เป็นไปได้ยาก

นางขัตติยา กล่าวต่อว่า กรณีที่เด็กและเยาวชนทำผิดไม่เกิน 5 ปี ก็ควรจะได้รับโอกาส แก้ไขฟื้นฟูตัวเองในบ้านและในครอบครัวตัวเอง แต่เมื่อเราแก้ไขฟื้นฟูก็ทำให้ปัญหาลดลง ดังนั้น การที่นำเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากๆมันก็เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ บางทีเด็กทำผิดเล็กน้อยก็กลายเป็นความผิดใหญ่ ทำให้มีพฤติกรรมรุนแรง ถ้าออกไปก็มีความเสี่ยงในการมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง และการเลียนแบบ ดังนั้น การหันเหเด็กออกจากกระบวนการยุติธรรมก็จะช่วยลดปัจจัยการนำไปสู่ความรุนแรงได้ด้วย

“เราจึงพยายามที่จะคัดเด็กออกจากศูนย์ฝึก โดยไม่ควรจะอยู่เกิน 1-5 ปี ก่อนที่จะออกไปสู่สังคม แต่สถิติการกระทำผิดซ้ำพบว่ามีอยู่ร้อยละ 22 จากศูนย์ฝึก 18 แห่ง ที่รับมาตั้งแต่ปี 58-59 โดยมีเจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลเด็ก 15 คน”นางขัตติยากล่าว