เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11.00 น. ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร สำนักการระบายน้ำ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหาร กทม. ชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะประเด็น โครงการแก้มลิง และข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการพร่องน้ำ การเปิดประตูระบายน้ำ
นายชัชชาติ กล่าวว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่กล่าวหาว่า ต่อต้านและยกเลิกโครงการแก้มลิงนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งตนเองได้เปิดรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 มากกว่า 10 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีอย่างถ่องแท้ ยึดประโยชน์ของประชาชนในภาพรวม โดยเห็นว่าแก่นสำคัญของแนวพระราชดำริคือการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะที่การเลือกตำแหน่งโครงการและรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องอาศัยข้อมูลทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พร้อมย้ำว่า กทม.มีหน้าที่นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยพิจารณา ประโยชน์ของประชาชน ความเหมาะสมของพื้นที่ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณ เป็นสำคัญ
“ช่วงที่ผ่านมาผมลงพื้นที่เยอะ ไม่มีเวลาไปดูพวกโซเชียลมีเดียอะไร กระทั่งมีคนแจ้งมาว่ามีประเด็นเรื่องเกี่ยวกับแก้มลิง ซึ่งมีคนไปพูดทำนองว่า ผู้ว่าฯ ไม่ทำโครงการพระราชดำริ ต่อต้านโครงการพระราชดำริ ซึ่งอันนี้ผมไม่สบายใจมาก เป็นข้อความเท็จอย่างสิ้นเชิง ตามจริงแล้วทุกอย่างที่เราน้อมนำมาเป็นแนวคิดตามพระราชดำริทั้งสิ้น” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางการจัดการน้ำที่พระราชทานไว้มีหลายรูปแบบ ทั้งการก่อสร้างคันกั้นน้ำ การทำทางผันน้ำ การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เขื่อน และ ‘แก้มลิง’
โดยหลักการของแก้มลิง คือ พักน้ำไว้ชั่วคราวในช่วงที่มีน้ำมาก ก่อนระบายออกเมื่อสภาพการระบายน้ำเอื้ออำนวย โดยประสิทธิภาพของแก้มลิงมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นบ่อพักน้ำ ต้องมีเส้นทางที่สามารถนำน้ำเข้าสู่พื้นที่พักน้ำได้อย่างสะดวก ต้องสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกตำแหน่งและรูปแบบโครงการต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และข้อมูลทางเทคนิค ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถทำแก้มลิงขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงการแก้มลิงที่มีการศึกษาไว้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นั้น พบว่าในปี 2556 มีการเสนอทั้งการพัฒนาระบบคลองระบายน้ำและการจัดหาพื้นที่สำหรับแก้มลิง 6 แห่ง เพื่อรองรับน้ำหลากจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ในส่วนของบึงคู้บอนและบึงบางชัน มีการประเมินวงเงินลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าเวนคืนที่ดินเอกชนมากกว่า 5,000 ถึง 6,000 ล้านบาท
ขณะที่ กทม.ได้ทบทวนทางเลือกโดยพิจารณาการปรับปรุงแนวคลองเหนือ–ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายล่างถึงคลองประเวศบุรีรมย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ โดยมีวงเงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท

นายชัชชาติ ระบุว่า การทบทวนดังกล่าวเป็นการพิจารณาในมิติ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ และความคุ้มค่าของการลงทุน เนื่องจากพื้นที่โครงการเดิมเป็นที่ดินเอกชนจำนวนมาก หากดำเนินการจำเป็นต้องมีการเวนคืนและจัดทำระบบนำน้ำเข้า–ออกจากพื้นที่ ขณะที่ทางเลือกการปรับปรุงคลองและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำสามารถใช้งบประมาณน้อยกว่า ทั้งนี้ กทม.ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ยังดำเนินการพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยเน้นพื้นที่ที่สามารถรับและระบายน้ำได้สะดวก และกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ
“ถ้าจะมาถกเถียงกันในเรื่องความคุ้มค่าหรือเหตุผลทางเทคนิคว่าควรทำหรือไม่ทำ อันนี้ถกกันได้เลยไม่มีปัญหา แต่ขออย่าเอาคำว่าพระราชดำริมาเชื่อมโยงว่าเราไม่สนองพระราชดำริ เพราะพระองค์ท่านพระราชทานแนวคิดหลักเรื่องแก้มลิงไว้ ส่วนการเลือกตำแหน่งพื้นที่เป็นเรื่องที่ที่ปรึกษาในอดีตเลือกกันเอง” นายชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีโครงการแก้มลิงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 38 แห่ง เพิ่มจาก 34 แห่งในปี 2565 และมีแผนดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง ในอนาคต โครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น แก้มลิงคลองระหัสถึงคลองครุ ความจุ 89,700 ลูกบาศก์เมตร บึงสีกัน ปรับปรุงเพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร บึงสาธารณะลาดพร้าว 71 ความจุ 38,000 ลูกบาศก์เมตร บึงวงเวียนบางเขน ความจุ 6,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนแผนในอนาคต ได้แก่ บึงวัดพรหมรังษี ทำนบเพื่อการเกษตรตอนคลองหลวงแพร่ง แก้มลิงสวน 60 พรรษาฯ บึงสวนพระนคร แก้มลิงศูนย์ราชการบางนา แก้มลิงบริเวณถนนอำนวยสงคราม และการปรับปรุงแก้มลิงบึงกระเทียมเพื่อเพิ่มปริมาตร โดยเมื่อเปรียบเทียบแผนปี 2565 กับแผนดำเนินการช่วงปี 2569–2570 เอกสาร พบว่า จำนวนแก้มลิงจะเพิ่มขึ้นจาก 36 เป็น 45 แห่ง และความสามารถในการรองรับน้ำโดยรวมเพิ่มจากประมาณ 13.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร


