หน้าแรก ในประเทศ สทนช.เตรียมรั...

สทนช.เตรียมรับฝนหนักระลอกใหม่ 9-11 ต.ค. เร่งระบายน้ำท่วมกลาง–ตะวันออก เฝ้าระวังใต้ 24 ชม.

8.10.26 | 21:45 น.

สทนช.เตรียมรับฝนหนักระลอกใหม่ 9-11 ต.ค. เร่งระบายน้ำท่วมกลาง-ตะวันออก เฝ้าระวังใต้ 24 ชม.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 7/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามการระบายน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคกลางและภาคตะวันออก พร้อมเตรียมรับฝนระลอกใหม่และวางมาตรการป้องกันน้ำท่วมภาคใต้ล่วงหน้า


นายชยันต์เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 9–11 ตุลาคม จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จากนั้นช่วงวันที่ 12–15 ตุลาคม ฝนในประเทศไทยตอนบนจะลดลง แต่ภาคใต้ยังมีฝนต่อเนื่องตามฤดูกาล

ทุกหน่วยงานได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเชิงรุก พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช.ส่งข้อมูลแจ้งเตือนโดยตรงถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่เสี่ยงเป็นรายจังหวัด เพื่อให้เตรียมรับมือได้อย่างแม่นยำและทันสถานการณ์

สำหรับพื้นที่ที่ยังประสบอุทกภัย สทนช.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับการบริหารน้ำตามสถานการณ์แต่ละลุ่มน้ำ โดยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วม ลดน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง และเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่

Advertisement

ลุ่มน้ำบางปะกง ขณะนี้มวลน้ำหลากจาก จ.ปราจีนบุรี และนครนายก กำลังเคลื่อนผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา กรมชลประทานและกองทัพเรือจึงระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายออกสู่อ่าวไทย

ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานทยอยลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,350 เหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในคืนวันที่ 8 ตุลาคม เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมพร่องน้ำหน้าเขื่อนและผันน้ำเข้าทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยกำชับให้เร่งระบายน้ำออกจากทุ่งทันทีเมื่อระดับน้ำในลำน้ำสายหลักลดลง

นอกจากนี้ ยังทยอยลดการผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำพลเทพให้อยู่ที่ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบรรเทาผลกระทบใน จ.สุพรรณบุรี และนครปฐม

ลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำอยู่ที่ 106% ของความจุเก็บกัก โดยควบคุมการระบายที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมลดการรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เข้าคลองชัยนาท–ป่าสัก เหลือ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้คลองรองรับการระบายน้ำจากทุ่งฝั่งซ้ายได้เร็วขึ้น

ลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำอยู่ที่ 99% ของความจุเก็บกัก ยังคงระบายวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยระดับน้ำที่ล้นตลิ่งบริเวณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์มีแผนระบายไม่เกินวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแม่กลองระบายประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ลุ่มน้ำเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำอยู่ที่ 102% ของความจุเก็บกัก จึงเพิ่มการระบายเป็นวันละ 10–12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างพื้นที่รองรับน้ำหลากระลอกใหม่ โดยควบคุมอัตราการไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีไม่ให้เกิน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดความเสี่ยงน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ

ส่วนการเตรียมรับมือภาคใต้ สทนช.และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ให้เตรียมมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า พร้อมกำชับศูนย์ ปภ.ในพื้นที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าในชุมชนลุ่มต่ำ และติดตามจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีน้ำเกินความจุ กรมชลประทานได้เปิดระบายน้ำเต็มศักยภาพและแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำแล้ว ที่ประชุมยังให้ ปภ.ปรับแผนเผชิญเหตุรายพื้นที่ ระบุจุดซักซ้อมอพยพให้ชัดเจน และให้กรมชลประทานเร่งซ่อมเครื่องจักรกลที่ชำรุดให้พร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลากภาคใต้

นายชยันต์ระบุว่า สทนช.จะติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งคลี่คลายน้ำท่วมในปัจจุบัน ควบคู่กับการเตรียมรับฝนระลอกใหม่ และลดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้มากที่สุด