‘บิ๊กตู่’กำชับก.แรงงานหามาตรการลดผลกระทบ’ผู้ประกอบการ’ หลังออกพรก.แรงงานต่างด้าว

29.06.17 | 15:01 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมประชุม 20 กระทรวง ว่า สำหรับในเรื่อง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 กรมการจัดหางานได้นำข้อมูลและผลการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมมาใช้เพื่อประกอบการพิจารณาตั้งแต่ก่อนเสนอร่าง พ.ร.ก.ต่อ ครม. และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.ก.แล้วเสร็จ กรมการจัดหางานได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยวิธีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ส่งแบบสอบถาม และรับฟังผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางานมาตลอด

นายวรานนท์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน(กกร.) มีหนังสือเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเสนอขอให้เปิดการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทั่วประเทศอีกนั้น ต้องเรียนว่า ที่ผ่านมาเรามีการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายด้วยกันทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งก็จะมีลักษณะนี้เรื่อยๆ หากทำอีกก็จะมีอีก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีมาตรการดูแลเลย เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ต้องหามาตรการมาดูแลเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการ โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้มีแนวทางวางไว้ให้ คือ 1.มีมาตรการผ่อนคลายด้วยการให้แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย กลับไปยังประเทศของตนเพื่อทำเรื่องและผ่านกระบวนการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ซึ่งกระบวนการตรงนี้คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการดำเนินการ โดยมีค่าใช้จ่ายตกคนละไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวเมื่อเทียบกับการถูกกฎหมายและลดปัญหาต่างๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า โดยระหว่างนี้หากผู้ประกอบการไม่มีแรงงานในการดำเนินงาน ก็สามารถติดต่อมายัง กกจ.ได้ เนื่องจากมีคนไทยที่พร้อมจะทำงานในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ขาดแคลนอีกประมาณ 7-8 พันคน/เดือน ซึ่งจะทดแทนปัญหาจุดนี้ได้

นายวรานนท์กล่าวอีกว่า 2.เปิดโอกาสให้นายจ้างมายื่นขอเปลี่ยนชื่อนายจ้างใหม่ได้ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 100 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมทีนายจ้างจะประสบปัญหาแรงงานต่างด้าวย้ายงาน แต่ชื่อยังติดกับนายจ้างคนเดิมก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ทาง กกจ.จึงเปิดโอกาสให้เปลี่ยนชื่อนายจ้างได้ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหามาก เพราะที่ผ่านมาตรวจสอบพบว่าแรงงานต่างด้าวไปทำงานกับนายจ้างที่ไม่ตรงกับนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ พบปัญหากว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้น วิธีนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ และ 3.การลงนามความร่วมมือเอ็มโอยูกับทางเมียนมา เพื่อลดขั้นตอนในกระบวนการเข้าสู่ระบบแรงงานที่ถูกกฎหมาย โดยในวันที่ 29 มิถุนายน ทาง กกจ.จะเดินทางไปยังเมียนมาเพื่อหารือเรื่องนี้

“สำหรับข้อกังวลในเรื่องของโทษปรับที่มากถึง 4 แสนบาทนั้น ต้องบอกว่า การปรับโทษเป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ อย่างกฎหมายการค้ามนุษย์ และกฎหมายการใช้แรงงานเด็ก รวมทั้งกฎหมายแรงงานประมง หากทำผิดก็มีโทษปรับ 4 แสนบาทเช่นกัน การมีมาตรฐานของโทษที่ใกล้เคียงกันจะทำให้สังคมโลกยอมรับในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ส่วนข้อกังวลที่เมื่อมีโทษปรับหนัก อาจมีปัญหาเรื่องเจ้าหน้าที่เรียกเก็บนอกเหนือจากกฎหมายนั้น ขอย้ำว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีกำชับว่าต้องดูแลให้ดี หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดหรือทุจริต ต้องมีโทษหนักเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้ขอย้ำว่าหากมีการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่สามารถเรียกเก็บค่าปรับ ณ ที่เกิดเหตุได้ทันที แต่ต้องมีการส่งเรื่องและประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณา และให้ผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิดยอมรับสารภาพ และเปรียบเทียบปรับตามขั้นตอน ส่วนที่กังวลว่ามีโทษถึง 8 แสนบาทนั้น เป็นโทษขั้นสูงจะหมายถึงมีความผิดกรณีอื่นๆ เช่น ค้ามนุษย์ แต่ทั้งหมดอยู่ดุลพินิจของศาล” นายวรานนท์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีแรงงานต่างด้าวมีการย้ายพื้นที่ทำงาน จะส่งผลกระทบและเข้าข่ายผิดกฎหมายนี้ด้วยหรือไม่ นายวรานนท์กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง เนื่องจากกฎหมายปลดล็อกในเรื่องของการย้ายพื้นที่ โดยไม่ระบุพื้นที่ทำงาน แต่ขอให้ทำงานตรงกับนายจ้างที่ระบุไว้ จึงสอดคล้องกับการเปิดให้นายจ้างมาเปลี่ยนชื่อให้ถูกต้อง รวมทั้งยังตัดช่องทางการถูกเจ้าหน้าที่รีดไถ และป้องกันเรื่องของการเปลี่ยนนายจ้างเองของลูกจ้างด้วย เช่น แรงงานต่างด้าวเดิมอยู่กับนายจ้าง ก. แต่ก็เปลี่ยนเองไปอยู่กับนายจ้าง ข. เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับการตรวจจับนั้น หากพบว่านายจ้างมีการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายซึ่งหน้า คือ ระหว่างทำงาน หากเจ้าหน้าที่รัฐพบต้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันที มิฉะนั้นจะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่หากนายจ้างคนใดทราบว่าแรงงานของตนผิดกฎหมาย ให้รีบส่งแรงงานต่างด้าวมาแสดงตนและดำเนินการให้ถูกต้องจะดีที่สุด ซึ่งหากมีการดำเนินการก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับกุม

Advertisement