นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการชี้แจงรายละเอียดงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองผ่านหน้าเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กลุ่มประกันสุขภาพจัดทำรายละเอียดงบเหมาจ่ายรายหัวของโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งว่า แต่ละแห่งได้บบประมาณจำนวนเท่าไร โดยเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรแล้วเหลือเท่าไรที่จะเอามาใช้บริการประชาชน ซึ่งพบว่ามีหลายแห่ง เมื่อหักเงินเดือนบุคลากรแล้ว ติดลบอยู่จำนวนมาก ยกตัวอย่าง ปี 2559 โรงพยาบาลเกาะพีพี หากพิจารณาตัวเลขงบเหมาจ่ายรายหัวประมาณ 3,100 บาทต่อประชากร ได้อยู่ประมาณ 1.7 ล้านบาท และเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรแล้วจะเหลือเงินในรพ.เพียง 54,209 บาทต่อประชากรทั้งหมด1,421 คน ซึ่งแทบจะไม่เหลือเลยในการนำมาบริหารจัดการและบริการประชาชน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องแยกเงินเดือน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รพ.ที่อยู่พื้นที่ห่างไกล รพ.ที่มีจำนวนประชากรน้อย ต้องแบกรับปัญหาเหล่านี้ สุดท้ายก็จะส่งผลต่อประชาชนได้ หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งเหล่านี้ต้องถามว่า มีความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะมีการสรุปตัวเลขทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ใน 1-2 วันนี้ เพื่อให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริงในการดำเนินงานของ รพ.สธ.
“นอกจากนี้ ในส่วนของการใช้งบประมาณของคนไทยรอพิสูจน์สถานะและสิทธิ รวมถึงแรงงานต่างด้าว ในเรื่องของสิทธิสุขภาพ ขณะนี้ได้มอบให้ พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัด สธ. ไปจัดทำรายละเอียดการใช้งบในกองทุนคืนสิทธิการรักษาพยาบาลกลุ่มคนไร้สถานะ (กองทุนคืนสิทธิ) ว่า มีค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากรเป็นเท่าไรอย่างไร ซึ่งก็จะมีการขึ้นเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนทราบเช่นกัน ทั้งนี้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มอบหมายให้ สธ.ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียวทั้งนั้น แต่ยังแจ้งให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดำเนินการแจ้งรายละเอียดการใช้งบบัตรทองขึ้นเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน” ปลัด สธ. กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลที่จะเปิดเผยในเว็บไซต์สธ.นั้น พบว่าเมื่อได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวและมีการรวมเงินเดือนอยู่ด้วยนั้น เมื่อหักเงินออกมาจะพบว่าเบื้องต้นมี 4 แห่งติดลบ คือ 1.รพ.ไม่แก่น จ.ปัตตานี ได้รับเงินรวมทั้งหมดประมาณ 17 ล้านบาทต่อประชากร 10,686 คน เมื่อหักเงินเดือนติดลบกว่า 3,952,884 บาท 2.รพ.สิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี ได้รับเงิน128 ล้านบาทต่อประชากร 44,297 คน เมื่อหักเงินเดือนติดลบกว่า 13,477,794 บาท 3.รพ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ได้รับงบกว่า 21 ล้านบาทต่อประชากร 13,890 คน เมื่อหักเงินเดือนติดลบกว่า 1,472,028 บาท และ4.รพ.บางไทร จ.พังงา ได้รับงบประมาณกว่า 11 ล้านบาท ต่อประชากร 13,890 คน เมื่อหักเงินเดือนติดลบที่ 142,059 บาท
นพ.โสภณ กล่าวถึงข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่ต้องการให้มีการบูรณาการสามกองทุนรักษาพยาบาลให้เป็นมาตรฐานเดียว ว่า เรื่องนี้ สธ.มีการดำเนินการอยู่บ้างแล้ว โดยกำลังเร่งผลักดันให้คลินิกหมอครอบครัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในทุกสิทธิการรักษา ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ข้าราชการ และประกันสังคม โดยอยากให้ทุกสิทธิเข้ามารับการตรวจเบื้องต้นที่คลินิกหมอครอบครัวก่อนที่จะไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะการรักษาผู้ป่วยนอกเบื้องต้นและการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งอนาคตตั้งใจจะให้งบส่งเสริมป้องกันโรคลงมาอยู่ในจุดนี้เพื่อทำงานเชิงรุก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ. การแพทย์และสาธารณสุขปฐมภูมิ พ.ศ. … ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมาดูแลประชาชน โดยมีการคณะกรรมการมาทำงานเรื่องวางแนวทางปฏิบัติของคลินิกหมอครอบครัว รวมทั้งแนวทางปฏิบัติเรื่องการส่งเสริมป้องกันและรักษาในระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นพ.มรุต จิรเศรษฐศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สธ.เป็นผู้ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน และเป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก
“กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้มีความชัดเจนในเรื่องการลงทะเบียนของประชาชนว่า จะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวคนใดเป็นผู้ดูแล ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 คนดูแลประชาชน 1 หมื่นคน ก็จะช่วยให้ประชาชนทราบว่าตัวเองจะมีแพทย์ท่านไหนเป็นแพทย์ประจำตัวในการดูแลและในทีมมีใครบ้าง แต่ต้องมาศึกษาวิธีการก่อนว่าจะมีแนวทางอย่างไร เช่น ทั้งหมู่บ้านนี้ให้ผูกติดกับคลินิกหมอครอบครัวทีมนี้เลยหรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาเรื่องของอำนาจของคลินิกหมอครอบครัวด้วย เพราะอยากให้ทุกสิทธิการรักษามาผ่านหมอครอบครัวตรงนี้ก่อน ก็ต้องศึกษาว่าจะให้อำนาจคลินิกหมอครอบครัวอย่างไร เพราะอย่างอังกฤษหรือยุโรปก็กำหนดว่าทุกคนต้องมาหาหมอคครอบครัว ซึ่งเป็นด่านหน้าก่อนที่จะไปโรงพยาบาล แต่หากฉุกเฉินก็ยังให้ไปโรงพยาบาลได้ตามสิทธิอยู่ แต่ก็ต้องส่งข้อมูลการรักษาทั้งหมดกลับมายังทีมหมอครอบครัว เรียกได้ว่าอำนาจอยู่ตรงส่วนปฐมภูมิตรงนี้ รวมถึงยังต้องศึกษาว่า เงินจากทั้งสามกองทุนจะเข้ามาสนับสนุนจะทำอย่างไร สิทธิประกันสังคมที่ผูกไว้กับโรงพยาบาลคู่สัญญา เป็นต้น ก็คงต้องหารือกับทางกรมบัญชีกลาง สปสช. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ด้วย” ปลัด สธ. กล่าว

