อัยการสูงสุด สานต่อนโยบาย ‘อดีต อสส.’ ฟ้องคดีตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่ฟ้องไปก่อน ยันไร้การเมืองแทรกแซง
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 1 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด แถลงนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570-2571 และถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ไปยังข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นอัยการสูงสุดคนที่ 21 โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ สำนักงานในส่วนกลาง อธิบดีอัยการภาค และผู้อำนวยการสำนักงานต่างๆ เข้าร่วมรับฟัง
นายโกวิทกล่าวว่า ท่ามกลางบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งอาชญากรรมรูปแบบใหม่ อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาการทุจริต ตลอดจนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรอัยการ รวมถึงข้าราชการฝ่ายอัยการจะต้องก้าวให้ทันและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ

สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และ 2571 ได้กำหนดนโยบายการบริหารงาน ไว้ 4 เรื่อง ภายใต้แนวคิด “อัยการของชาติและประชาชน” คือ เรื่องที่ 1 สานภารกิจเดิม เร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่งให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) พร้อมทั้งการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมของบุคลากร และลดขั้นตอนในกระบวนการทำงานสู่ระบบไร้กระดาษทุกหน่วยงานทั่วประเทศ
เรื่องที่ 2 เสริมภารกิจใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์รัฐในการบังคับคดีแพ่งและคดีปกครองเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานอัยการในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและอนุบัญญัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม และยกระดับการสั่งคดีให้ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน
เรื่องที่ 3 ให้ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยกระดับระบบฐานข้อมูลกลาง เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่องค์กรอัยการยุคดิจิทัล (Smart OAG) พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ประชาชนติดตามสถานะคดีด้วยระบบออนไลน์ (OAG Tracking) และส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ

เรื่องที่ 4 ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร เสริมสร้างความผูกพันและสุขภาวะในการทำงานของบุคลากร ปลูกฝังวัฒนธรรมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคมตามค่านิยมร่วม “PUBLIC” (P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง, U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม, B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา, L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล, I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส, C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย)
ทั้ง 4 เรื่อง ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มุ่งอำนวยความยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก และทันต่อสถานการณ์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในการเป็น “อัยการของชาติและประชาชน”
จากนั้น อัยการสูงสุดได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน และเปิดเผยถึงการสานต่อภารกิจเดิมของอดีตอัยการสูงสุดอาทิเช่น นโยบายของอดีตอัยการสูงสุดทั้ง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร เรื่อง upskill reskill การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอัยการให้มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องคดีโดยเฉพาะ และนายอิทธิพร แก้วทิพย์ เกี่ยวกับการเร่งรัดการสั่งคดีและการที่อัยการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเพื่อให้รู้ถึงพยานหลักฐาน เนื่องจากที่ผ่านมาเรารับฟังแต่พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนอย่างเดียว แต่เมื่อถึงศาลปรากฏว่าพยานอ้างกับศาลว่าโดนโน้มน้าวจูงใจในชั้นสอบสวนจนศาลยกฟ้อง ถ้าอัยการเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก็จะได้ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน

นอกจากนี้ นายโกวิทยังให้นโยบายไปถึงผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อสื่อไปถึงอัยการทั่วประเทศในการพิจารณามีคำสั่งทางคดีว่าพิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด ไม่ใช่การยื่นฟ้องไปก่อน เนื่องจากมองว่าการที่อัยการมีการฟ้องคดีไปก่อนโดยไม่พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดเป็นการเพิ่มต้นทุนงบประมาณเอกสาร รวมถึงระยะเวลาและเพิ่มคดีให้กับฝ่ายตุลาการ เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่าคดีที่อัยการฟ้องเข้าในศาลยกฟ้องไป 40 เปอร์เซ็นต์ พนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลพินิจในการสั่งไม่ฟ้องในคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยผู้กระทำผิด เพียงแต่ให้อัยการดูพยานหลักฐาน ให้ละเอียดมากขึ้นให้มากถึง 80% ก่อนค่อยสั่งฟ้อง
นายโกวิทกล่าวอีกว่า เข้าใจหัวอกของผู้เสียหายว่าอยากให้มีการฟ้องคดีในข้อหาที่รุนแรง แต่ที่ผ่านมาหากดูกันจริงๆ พนักงานอัยการจะต้องฟ้องผู้ต้องหาให้ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟ้องข้อหาที่หนักกว่าความเป็นจริง เพราะหากอัยการฟ้องข้อหาที่รุนแรงเกินความเป็นจริงก็จะเกิดผลเสียต่อรูปคดีและศาลจะยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในยุคบริหารของตนเองจะปลอดเรื่องการเมืองหรือไม่ นายโกวิทระบุว่า ประเทศไทยปกครองด้วย 3 อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีสายบังคับบัญชา ต้องยอมรับว่าเรื่องการเมืองฝ่ายบริหารมีผลต่อหน่วยงานและประชาชนทุกคน ที่ผ่านมามีคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปราม
“คำถามที่ว่าเราจะปลอดการเมืองได้หรือไม่ ต้องบอกว่าเราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่อัยการเลย ประชาชนก็หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะให้มาสั่งให้ชี้ซ้ายชี้ขวา ยืนยันว่าไม่มีทาง จะทำในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมเปิดสำนวนให้ดูข้อเท็จจริงและพร้อมจะเปิดเผยให้ทุกคนทราบได้” นายโกวิทระบุ
โอกาสนี้ นายโกวิทได้เปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ, นางสาวเบญจรัตน์ เนติโพธิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ, นายทรงพล สุวรรณพงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ และนางสาววนาทิพย์ วาเซอร์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ หรือการดำเนินงานขององค์กรแก่สื่อมวลชนและประชาชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานเพื่อความยุติธรรมต่อไป

