สหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ต ค.ศ.2017 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น
รายงานฉบับนี้เปิดเผยโดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
ภายในรายงานฉบับดังกล่าว ได้กล่าวถึงประเทศไทย โดยยังคงจัดสถานะไทยให้อยู่ในระดับ เทียร์ 2 เฝ้าระวัง หรือ Tier 2 Watch List
อยู่ในสถานะเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ รายงานที่กล่าวถึงประเทศไทยมีสาระสำคัญระบุว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ แต่มีความพยายาม โดยมีนัยสำคัญ โดยยึดทรัพย์จากผู้ค้ามนุษย์มากกว่า 784 ล้านบาท หรือ 21.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายงานการสอบสวน ดำเนินคดี และตัดสินความผิดกับเจ้าของธุรกิจในการบังคับใช้แรงงานภาคการประมง และขยายเวลาให้ชาวต่างชาติที่ถูกค้ามนุษย์และพยานในคดีสามารถพักอาศัยและทำงานในประเทศไทยได้นานขึ้น
รัฐบาลไทยเดินหน้าเพิ่มทรัพยากรสำหรับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และอนุมัติคำสั่งเพิ่มการว่าจ้างบุคคลสัญชาติต่างประเทศเป็นล่ามเพื่อเพิ่มจำนวนล่ามที่มีอยู่สำหรับการตรวจสอบและการสัมภาษณ์แรงงานพร้อมใช้แนวทางใหม่เพื่อปรับปรุงกระบวนการแยกวิเคราะห์ อัตลักษณ์ของเหยื่อ และให้การฝึกฝนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้พิสูจน์ว่ามีความพยายามเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับครั้งที่ผ่านมา โดยไม่ได้ดำเนินคดีเชิงรุกและตัดสินความผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกระทำผิด และเจ้าหน้าที่ยังร่วมกระทำผิดในการค้ามนุษย์ด้วย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่แยกวิเคราะห์เหยื่อได้น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานฉบับก่อน ส่วนการสอบสวนคดีบังคับใช้แรงงานจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของปัญหา และแม้ว่ารัฐบาลเดินหน้าเพิ่มศูนย์ตรวจสอบจำนวนมากตามท่าเรือ แต่กลับแยกวิเคราะห์เหยื่อและเปิดการสอบสวนคดีอาญาเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงยังอยู่ในเทียร์ 2 ต้องจับตา หรือวอตช์ ลิสต์ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
สําหรับข้อเสนอแนะที่เสนอให้ประเทศไทยดำเนินการคือ
– ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนพัวพันกับการค้ามนุษย์ ตัดสินความผิดและลงโทษผู้กระทำผิดด้วยบทลงโทษที่เป็นการห้ามปรามไม่ให้กระทำอีก
– ปรับปรุงความพยายามในการคัดกรองและแยกวิเคราะห์ตัวตนเหยื่อจากกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง รวมทั้งผู้อพยพ ชาวประมง คนไร้สัญชาติ เด็ก และผู้ลี้ภัย
– ดำเนินคดีและลงโทษผู้ค้ามนุษย์ผ่านการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก โดยใช้วิธีการให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นหลัก
– เพิ่มการฝึกอบรมการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ไม่ได้มีหน้าที่ในหน่วยการปราบปรามการค้ามนุษย์และรับทราบคดีการบังคับใช้แรงงานที่ไม่มีการบังคับขู่เข็ญทางร่างกาย
– เดินหน้าฝึกอบรมและเพิ่มทรัพยากรสำหรับคณะทำงานจากหลายสาขาวิชาชีพ และผู้ตรวจสอบแรงงาน เพื่อปรับปรุงคุณภาพการตรวจสอบเรือประมงที่มีผลลัพธ์ในการแยกวิเคราะห์ตัวตนของเหยื่อและการสอบสวนคดีทางอาญา
– เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมมือบังคับกฎหมายในการสอบสวนและดำเนินคดีการค้ามนุษย์ รวมทั้งให้ช่องทางเลือกทางกฎหมายแก่ชาวต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อเคลื่อนย้ายไปประเทศต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับการลงโทษหรือความยากลำบาก โดยเดินหน้าเพิ่มโอกาสการทำงานให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ ให้บริการคุ้มครองพยาน และเอาเงินค่าปรับหรือเงินกองทุนอื่นๆ มาชดใช้ค่าเสียหายและเป็นค่าชดเชยสำหรับเหยื่อ
– ใช้แนวทางใหม่อย่างเต็มที่เพื่อปรับปรุงความถูกต้องแม่นยำของขั้นตอนการแยกวิเคราะห์ตัวตนและการสัมภาษณ์ผู้ตกเป็นเหยื่อ
– ควบคุมและตรวจสอบแนวปฏิบัติการในการสรรหาแรงงานอพยพและตัวบ่งชี้ต่างๆ ของการค้ามนุษย์
– ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคประชาสังคมในการสอบสวนและรายงานอาชญากรรมการค้ามนุษย์มากขึ้น
– เพิ่มและปรับปรุงความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมทั้งการกำกับดูแลนายจ้างและลูกค้าบริการทางเพศเชิงพาณิชย์ เช่น นักท่องเที่ยวเซ็กซ์ทัวร์
– ปรับปรุงสิทธิและสถานะทางกฎหมายของแรงงานอพยพ และปรับปรุงนโยบายการอพยพแรงงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการค้ามนุษย์
รายงานระบุอีกว่า รัฐบาลไทยยังมีความพยายามบังคับใช้กฎหมาย โดย พ.ร.บ.กฎหมายการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ได้รับการแก้ไขในปี 2559 ไม่อนุญาตการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบและกำหนดบทลงโทษจำคุก 12 ปี และปรับสูงสุด 1.2 ล้านบาท และจำคุกไม่เกิน 20 ปีสำหรับการค้ามนุษย์เด็ก โดยบทลงโทษนี้มีความเข้มงวดและสมควรกับบทลงโทษที่กำหนดไว้สำหรับอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ เช่น การข่มขืนกระทำชำเรา
ในปี 2559 รัฐบาลไทยรายงานว่า มีการสอบสวนคดีการค้ามนุษย์ 333 คดี (317 คดีในปี 2558) ดำเนินคดี 301 คดี (251 คดีในปี 2558) มีผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง 600 ราย (690 ราย ในปี 2558) และดำเนินคดีกับผู้ค้ามนุษย์ 268 ราย (205 ราย ในปี 2558)
แม้จะมีแรงงานบังคับในประเทศไทย รัฐบาลรายงานว่ามีเพียง 83 คดี (72 คดีในปี พ.ศ.2558) และ 62 คดี ที่ต้องสงสัยว่าจะมีการบังคับใช้แรงงาน และรัฐบาลไม่ได้รายงานว่ามีการดำเนินคดีแยกต่างหากอีกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์เพื่อทางเพศ โดยร้อยละ 57 (ร้อยละ 64 ในปี 2558) ของผู้ค้ามนุษย์ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดได้รับโทษจำคุกมากกว่า 5 ปี และร้อยละ 82 (ร้อยละ 84 ในปี 2558) ได้รับโทษจำคุกมากกว่า 3 ปี
รัฐบาลไทยพยายามเข้าไปแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ที่พัวพันกับการค้ามนุษย์ แต่ก็ยังเป็นอุปสรรค เนื่องจากปัญหาการทุจริตและเจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพันอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 รัฐบาลยื่นฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ 10 ราย ข้อหาพัวพันกับการค้ามนุษย์เพื่อทางเพศ และมีกรณีไล่ออก 1 นาย และอีก 9 นาย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในช่วงปลายปีของรายงานฉบับนี้
รัฐบาลยังพยายามระบุตัวตนและคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์ โดยสามารถระบุตัวตนเหยื่อค้ามนุษย์ได้มากถึง 824 ราย เปรียบเทียบกับปี 2558 เท่ากับ 982 ราย
รัฐบาลเพิ่มกองทุนสำหรับการบริหารจัดการแรงงานอพยพ และความพยายามในการต่อต้านการค้ามนุษย์ จาก 2.08 พันล้านบาท ในปีงบประมาณประจำปี 2559 มาเป็น 2.58 พันล้านบาท ในปีงบประมาณประจำปี 2560
รัฐบาลจัดสรรงบเพิ่มเติม 625.75 ล้านบาท ในปีงบประมาณประจำปี 2560 ให้ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการปัญหาคนที่ถูกบังคับใช้แรงงานในภาคการประมงหรือการแปรรูปอาหารทะเล
โดยรณรงค์ผ่านหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ โซเชียลมีเดีย และป้ายโฆษณา และใบปลิว เพื่อให้ประชาชนตระหนักมากขึ้นถึงปัญหาการค้ามนุษย์ทั่วประเทศ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก เนื่องจากอัตราการรู้หนังสือต่ำและความหลากหลายทางภาษาในกลุ่มที่ตกอยู่ในความเสี่ยง
สำหรับสถานการณ์ในสมาชิกอาเซียน เทียร์ 1 มีประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเดียว เทียร์ 2 มีเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และเทียร์ 2.5 เมียนมา ลาว ไทย ขณะที่ภาพรวมจากทั่วโลก เทียร์ 1 ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศทวีปอเมริกา และยุโรป แต่เทียร์ 3 จะมีประเทศในแถบแอฟริกา และประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ รวมถึงตะวันออกกลาง ก็มีซีเรียและอิหร่าน
ทั้งนี้ รายงานทิปรีพอร์ตของสหรัฐแบ่งเกณฑ์การประเมินประเทศต่างๆ ออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ระดับดีที่สุด เทียร์ 1 คือ ประเทศที่ถึงมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐ ระดับต่อมาคือ เทียร์ 2 คือ ประเทศที่มีความพยายามอย่างเห็นได้ชัดที่จะพัฒนาให้ถึงระดับมาตรฐาน ระดับเทียร์ 2 เฝ้าระวัง คือ ประเทศที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
ส่วนระดับต่ำสุด เทียร์ 3 คือ ประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้าและความพยายามใดที่ชัดเจน
ไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มเทียร์ 2 เฝ้าระวัง เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่ก่อนหน้านั้นสหรัฐได้จัดให้ไทยอยู่ในระดับเทียร์ 3
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ประเทศไทยคาดหวังว่าการดำเนินการต่างๆ จะทำให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น แต่เมื่อทำได้เท่าเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยอมรับ
พร้อมกับบอกว่า ยังดีที่ไม่แย่กว่าเดิม และประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ต่อไป

