“ผู้การ 191” เผยสนามประลองรถซิ่งยอดฮิต วิภาฯ -สุวินทวงศ์ -พระราม3 จับหัวโจกแว้น18 ราย อบรมกว่า1 พัน ด้าน “ผกก.สน.ห้วยขวาง” สถิตินัดแข่งรถลดลง 60 เปอร์เซ็นต์
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มิ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) โดยสำนักงานเลขานุการติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 (ศอ.กต.) นำเสนอผลการดำเนินการหัวข้อ การใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 กับการป้องกันปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเด็กแว้นและสถานบันเทิง โดยมีวิทยากรร่วมบรรยาย ได้แก่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นพ.สุนทร สุนทรชาติ รองผอ.สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนกรมการปกครอง กรมสรรพสามิต และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีว่า สำหรับช่วงอายุของกลุ่มเด็กแว้นคือช่วงอายุ 13-20 ปีขึ้นไป โดยรัฐบาลปัจจุบันได้สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยเด็ดขาด พร้อมทั้งมีการออกคำสั่งคสช.ที่ 22/2558 และ 46/2558 อย่างไรก็ตาม เด็กแว้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาหลายอย่าง ทั้งเรื่องยาเสพติด ค้ามนุษย์ และลักเล็กขโมยน้อย เพราะเมื่อเด็กจำนวนหนึ่งไปแข่งรถและไม่มีเงินเพื่อจะนำเงินมาแต่งรถ ก็จะไปเกี่ยวกับข้องกับการค้ายาเสพติด และเมื่อได้เงินก็จะนำเงินมาซื้ออะไหล่รถตกแต่งรถ หรือการเดิมพันด้วยการแลกเปลี่ยนผู้หญิงกัน ซึ่งก็นำไปสู่การค้ามนุษย์ หรือเมื่อไม่มีเงินก็จะไปขโมยของ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาสังคมและการก่อเหตุก็อยู่ในวงจรเดียวกันหมด

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า คำสั่งคสช. ยังหมายเรื่องการมั่วสุมในสถานที่ต่างๆ หรือสถานบริการ เพราะมองว่าหากจะแก้ไขปัญหาเรื่องการแข่งรถในทางอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ อีกทั้ง ยังให้พ่อแม่ผู้ปกครองออกมารับผิดชอบด้วย รวมถึงผู้ที่จัดให้มีการแข่งรถก็ต้องรับผิดชอบร่วม โดยกฎหมายปัจจุบันมีบทลงโทษผู้ปกครองอย่างชัดเจน และครอบคลุมไปถึงร้านค้าอะไหล่แต่งรถหรืออู่ซ่อมรถรับแต่งรถด้วย สำหรับสถิติการรับแจ้งเหตุแข่งรถในทางปี 2559 รวมทั้งสิ้น 11,151 เหตุ โดยถนนที่เกิดเหตุมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ วิภาวดีรังสิต (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31) 175 เหตุ, สุวินทวงศ์ 144 เหตุ และพระราม3 141 เหตุ ส่วนช่วงเวลาที่เกิดเหตุคือ 24.00-02.00 น.
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนสรุปผลการระดมกวดขันจับกุม ระหว่างเดือน พ.ย. 2559- มิ.ย. 2560 โดยปฎิบัติการ 15 ครั้ง ตรวจสอบยึดจักรยานยนต์ 636 คัน จับกุมตามพ.ร.บ.จราจร รถยนต์ 237 ราย จับกุมตามพ.ร.บ.ยาเสพติด 39 ราย ซึ่งการปฏิบัติการทุกครั้งเจ้าหน้าที่จะมีการนำรถตรวจปัสสาวะเคลื่อนที่ไปด้วย เพื่อให้การตรวจสอบเป็นคู่ขนานกันไป อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเราต้องสรา้งความรับรู้ ความเข้าใจ แก่เยาวชนและผู้ปกครอง ซึ่งเรามีการอบรมไปแล้ว 15 ครั้ง โดยมีผู้ผ่านการอบรม 1,061 คน ซึ่งเป็นทั้งเยาวชนและผู้ปกครอง รวมถึงผู้ประกอบการและดัดแปลงรถ และอาจารย์ฝ่ายปกครอง ทั้งนี้ พบว่าเด็กที่เข้ารับการอบรมดังกล่าว ไม่มีการกลับมากระทำผิดซ้ำอีก เนื่องจากคงเกรงว่ากลัวผู้ปกครองจะถูกลงโทษตามกฎหมาย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังศึกษาด้วยว่าหากต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้โดยเร็วจะต้องจัดการกับหัวโจกที่เป็นผู้ชักชวนเยาวชนให้ออกมาแข่งรถในทาง โดยใช้ช่องทางผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก โดยเราเริ่มสืบตามเว็บเพจต่างๆว่าหัวโจกมีใครบ้าง อีกทั้ง ยังพบว่า ตัวหัวโจกเองไม่ได้แข่งรถแต่จะทำหน้าที่คอยสั่งการหรือบอกว่าวันนี้ตำรวจมีการตั้งด่านที่ไหนบ้าง เพื่อให้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้นๆ ดังนั้น เมื่อเราเช็คข้อมูลได้แล้ว ก็จะนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจโดยขออำนาจศาล้าตรวจค้นบ้านและดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมหัวโจกได้ 18 ราย ซึ่งพบว่า 1 คน จะมีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 200 คน ส่วนเว็บเพจที่มีการเปิดในสื่อสังคมออนไลน์พบว่ามีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน ซึ่งขณะนี้เราปิดหน้าเว็บเพจเหล่านี้ได้แล้ว 22 เพจ
ด้าน พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผกก.สน.ห้วยขวาง กล่าวว่า จากการติดตามพฤติกรรมหัวโจกของกลุ่มเด็กแว้นพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ และต้องการเป็นที่รู้จัก หรือเป็นเนตไอดอลมีคนติดตามนับหมื่นนับแสนคน ทำให้มีพื้นที่ในสังคม เช่น สายหมอกฝั่งธน จากนั้น ก็ทำสติกเกอร์ขายมีรายได้นับแสนบาท และเมื่อหาเงินได้ก็จะเริ่มมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตแบบเรียงคิวเข้ามาหาถึงบ้าน ทำให้เยาวชนเหล่านี้มีพฤติกรรมเลียนแบบกัน บางรายมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องกลายเป็นปัญหาสังคมที่ขยายไปในวงกว้าง ดังนั้น การเด็ดหัวโจกจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ตามปกติพวกกลุ่มเด็กสะเก๊าซึ่งเป็นหน่วยหน้าจะมีการเข้ามาแจ้งในกลุ่มไลน์ หรือเฟซบุ๊กว่า ตำรวจตั้งด่านอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้มีการปรับการทำงานโดยการปิดกล่อง หรือเกี่ยวก่อนที่จะกลุ่มเด็กแว้นจะเข้ามามั่วสุม ล่าสุดจากสถิติเดิมจากสถานีตำรวจ 88 แห่งในเดือนนี้ได้รับแจ้งว่ามีการนัดแข่งรถจักรยานยนต์ในทางเพียง 5 ครั้ง ซึ่งลดลงไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดกลุ่มนี้ ก็ยังมีกลุ่มเด็กแว้นและหัวโจกหน้าใหม่เกิดขึ้นอีก แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังมีแต่มีผู้ติดตามเพียงแค่หลักร้อย ซึ่งทางตำรวจจะตามกับกุมอย่างต่อเนื่องทั้งในเขต พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไป” ผกก.สน.ห้วยขวาง กล่าว

