หน้าแรก ในประเทศ เข้าโหมดฟื้นฟ...

เข้าโหมดฟื้นฟู ‘ชัชชาติ’ ชี้ กทม.เหลือ 6 เขต เตรียมรับฝนค่ำยันเช้า – เพิ่มแรงดันน้ำทะเล กันไหลย้อน

10.10.26 | 16:32 น.

‘เหลือ 6 เขตฝั่งตะวันออก’ ชัชชาติ ชี้ กทม.คลี่คลาย เตรียมรับมือฝนค่ำ-ยันรุ่งเช้า เผยสถานการณ์เจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เร่งระบายน้ำออก – เพิ่มแรงดันสู่ทะเล กันน้ำไหลย้อนกลับ


เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่โรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ เขตสะพานสูง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ และ น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำทีมลงพื้นที่ร่วมแรงฟื้นกรุง ติดตามการตรวจสุขภาพทั้งคนและสัตว์ รวมถึงการจัดการขยะหลังน้ำลด ในพื้นที่เขตสะพานสูง

นายชัชชาติ กล่าวถึงถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดของกรุงเทพมหานคร ทั้งการเร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ตลอดจนการรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่

Advertisement

โดยระบุว่าสถานการณ์ล่าสุด โดยภาพรวมดีขึ้นหลังจากที่ฝนหยุดตกไปเป็นเวลา 2 วัน เชื่อว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ใน กทม.สถานการณ์คลี่คลายลง แต่มี 6 เขตซึ่งน้ำยังคงท่วมขังอยู่ ส่วนใหญ่เป็นกรุงเทพฯตะวันออก

“ตอนนี้มีน้ำล้อมเราอยู่ 3 ด้าน ด้านบนคือ ปทุมธานี นครนายก และฉะเชิงเทรา ที่ยังคงมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนไหล่เข้ามาสู่พื้นที่ กทม. รวมถึงด้านล่างของ กทม.อย่างจังหวัดสมุทรปราการ ก็ยังคงมีน้ำท่วมขัง
“กทม.ตะวันออก ทั้ง 6 เขตก็มี มีนบุรี หนองจอกประเวศ สะพานสูง ลาดกระบัง และบึงกุ่ม ที่อาจยังมีน้ำท่วมอยู่ 97 ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่ริมคลอง ต้องเร่งเข้าไปเอาน้ำออก อย่างเช่น ฟลอร่าวิลล์ พาร์ค ซิตี้ ที่หนองจอก และหมู่บ้านต่างๆ ริมคลองตะวันออก” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ตอนนี้หัวใจหลักคือ ‘ต้องเร่งระบายน้ำออก’ เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งประสาน นำน้ำออก ทั้งทางฝั่งแปดริ้ว และสมุทรปราการลงด้วย พยายามดันน้ำออกไป

“ส่วนวันนี้มีพยากรณ์ว่าจะมีฝนเพิ่ม ตั้งแต่ 4 โมงเย็น ถึงตี 4 พรุ่งนี้ เท่าที่รายงานเมื่อเช้าจากศูนย์บัญชาการฯ ประมาณ 40-50 มม. ซึ่งทาง กทม.ก็เตรียมรับมือและระบายน้ำอยู่ตลอด หลังจากพรุ่งนี้สถานการณ์ก็น่าจะคลี่คลายลงจากการพยากรณ์ แต่ไม่ประมาท เฝ้าระวังต่อไป

ประชาชนที่บ้านน้ำเคยท่วมลองสังเกตน้ำในท่อระบายน้ำและบริเวณโดยรอบ ถ้าเกิดมีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็อาจจะต้องระมัดระวัง แต่ตอนนี้สภาพคลองดีขึ้น ในหลายคลอง มีของประเวศบุรีรมย์ ที่ยังล้นอยู่ในเขตตะวันออก” นายชัชชาติระบุ

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า จากที่ฟัง ฝนอาจไม่ได้มาในลักษณะเดียวกับสัปดาห์ก่อน แต่อาจมีบางพื้นที่ตกหนัก ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันนี้จนถึง 04.00 ของวันพรุ่งนี้

“ตอนนี้เราเข้าสู่สถานการณ์ฟื้นฟู หลักๆ คือต้องเอาขยะออกก่อน อย่างเมื่อวานนี้เราเอาขยะออกจากเคหะร่มเกล้า 3,200 ตัน ขยะร่มเกล้าในช่วงเวลา 5 วันที่ผ่านมา เท่ากับขยะ 1 ใน 3 ของทั้ง กทม.ต่อวันเลย ขยะของกทม. ใน 1 วันเรามี 10,000 ตัน ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ขอบคุณอย่างมาก” นายชัชชาติกล่าว และว่า

โดยร่มเกล้าเราแบ่งเป็น 4 โซน มีทั้ง ปภ., กทม., กองทัพไทย, กรมโยธาธิการ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน ทางหลวงชนบท ที่ระดมกำลังกันเข้ามา 600-700 คนใน 1 วัน ให้สถานการณ์คลี่คลาย

“แต่เคหะร่มเกล้า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 วันเนื่องจากมีขยะในซอยย่อยเป็นจำนวนมาก ในหมู่บ้านนักกีฬาเมื่อวานเราเก็บไป 280 ตัน คิดว่าประมาณ 50% วันนี้ก็จะเป็นจุดที่เราไล่เก็บเพิ่ม มีทั้งรถบรรทุก พนักงาน และรถตักเข้ามาช่วย ก็คิดว่าวันนี้น่าจะทำได้เกือบครบ เลยมีการเอาหน่วยแพทย์มาลงด้วย ช่วยฟื้นฟูพี่น้องประชาชน

วันนี้เราลง 12 เขต 12 จุด ซึ่งตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่แพทย์เข้ามาช่วยดู โรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ดูสุขภาพประชาชนด้วย รวมทั้งดูสุขภาพของสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะสัตว์เลี้ยงก็ได้รับผลกระทบเยอะในช่วงที่น้ำท่วม” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นายพรพรหม รองผู้ว่าฯ กล่าวเสริมว่า กทม. มีการดำเนินภารกิจต่อเนื่องที่ร่มเกล้า โดยมีเขตบัดดี้เข้ามาสนับสนุน จากเดิม 3 เขต พระนคร, บางแค, ธนบุรี วันนี้จะเพิ่มอีก 4 เขต เช่น บางขุนเทียน, บางบอน จะมีการแบ่งโซนชัดเจน มีอุปกรณ์เพิ่มเติม และแรงงานภาคเอกชน 100 คน กระจายตามพื้นที่ โดยที่หมู่บ้านนักกีฬา เขตสะพานสูง มีเขตบางเขนนำรถ JCB (รถตักหน้าขุดหลัง) และรถดัมพ์ 2 คันมาช่วยสนับสนุน ขณะนี้กำลังกระจายทรัพยากรให้ครบถ้วน ส่วนพื้นที่หนองจอก คันนายาว และบึงกุ่มใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

สำหรับ อุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ นายชัชชาติระบุว่า คือระดับน้ำในคลองแนวเหนือ-ใต้ยังคงเต็ม โดยเฉพาะคลองลำปลาทิวที่ลดลงช้า เพราะมีน้ำล้นคันกั้นน้ำจากปทุมธานีไหลมาเติมต่อเนื่อง ประกอบกับภายนอกทางแปดริ้วมีปริมาณน้ำมากทำให้สูบออกยาก

กทม. จึงต้องติดตั้งเรือผลักดันน้ำลงคลองประเวศฯ และประสานกรมชลประทาน ช่วยดึงน้ำลงคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตมุ่งหน้าสู่อ่าวไทย แต่ด้วยพื้นที่สมุทรปราการมีความราบเรียบ ทำให้น้ำเคลื่อนตัวช้าและเครื่องสูบน้ำริมทะเลทำงานได้เพียงร้อยละ 50 จึงต้องเร่งผลักดันน้ำออกทะเลเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับ

ด้าน สถานการณ์น้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาระบายอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่ง กทม. ยังรองรับได้ปลอดภัยถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเนื่องจากคันกั้นน้ำสูงเพียงพอ ส่วนเขื่อนหลักทั่วไปยังมีพื้นที่รองรับน้ำเหลือราวร้อยละ 30 ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ค่อนข้างเต็ม ซึ่งหากมีการแบ่งระบายน้ำมาทางคลองระพีพัฒน์ หรือคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ฝั่งตะวันออกของ กทม. ได้เช่นกัน

นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เห็นจุดอ่อนในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวคิดว่าการอนุมัติโครงการหมู่บ้านจัดสรรในอนาคตต้องพิจารณาระดับน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่ต่ำอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการกู้ภัย

โดย กทม. จะนำบทเรียนนี้มาอัปเดตฐานข้อมูลและจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง เพื่อรับมือในระยะยาว

“สถานการณ์แบบนี้มันยากที่เราจะมีทุกอย่างครบ 100% เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมมือกันอย่างบูรณาการ” นายชัชชาติ กล่าว