เรียกสอบทนายแสบ ฮุบเงินเหยื่อรถชนพิการ5ล้าน ชงกรรมการมรรยาทฟัน โทษถึงถอนตั๋ว ช่วยฟ้องกลับ

29.06.17 | 17:31 น.
นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ

จากกรณีมีการนำเสนอข่าวระบุว่า น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี เข็นรถวีลแชร์ที่มีลูกสาวชื่อบีม นั่งมา ตระเวนขายของตามศาลาวัด ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและบุตรสาวในแต่ละวัน หลังประสบอุบัติเหตุรถปิกอัพชนกับรถพ่วง18ล้อ เหตุเกิดที่อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเหตุให้นายอรุณรัตน์ แก้วผ่อง สามีน.ส.พรทิพย์ เสียชีวิต ส่วนน.ส.พรทิพย์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนน้องบีม กระดูกทับไขสันหลังกลายเป็นคนพิการต้องนั่งวีลแชร์ ต่อมาได้รับการช่วยเหลือจากนายเอก (นามสมมุติ) ทนายความช่วยดำเนินการทางคดี โดยบริษัทรถพ่วงคู่กรณีจ่ายเงินเยียวยาจำนวน5ล้านบาท แต่นายเอก กลับจ่ายให้กับน.ส.พรทิพย์ เดือนละ40,000 หมื่นบาท เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนหนีไปและติดต่อไม่ได้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่ากรณีทนายความโกงเงิน5ล้านบาท จากการตรวจสอบเบื้องต้นในสารบบยังไม่พบผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนว่าถูกนายพิสิษฐ์ (สงวนชื่อและนามสกุลจริง) ที่อ้างว่าเป็นทนายความช่วยเหลือผู้เสียหาย แล้วยักยอกเงินผู้เสียหายไป อย่างไรก็ตามตนยอมรับว่า นายพิสิษฐ์ ได้ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความจริง ขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาท สภาทนายความ เรียกนายพิสิษฐ์ มาสอบถามถึงข้อเท็จจริง หากผลสอบออกมาว่า นายพิสิษฐ์ ยักยอกเงินตามที่ผู้เสียหายกล่าวหาจริง คือ “ตระบัดสินลูกความ” ก็จะมีบทลงโทษสูงสุดคือการลบชื่อ ออกจากสารบบสภาทนายความ นอกจากนี้จะถูกดำเนินคดี ข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ผู้อื่นด้วย รวมทั้งสภาทนายความจะเชิญเจ้าของบริษัทรถบรรทุก มาสอบถามว่า ได้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายไปจริงหรือไม่ โดยจ่ายให้กับใคร จำนวนเท่าใด เมื่อใด มีใครเซ็นชื่อรับเงินไป และการไปตรวจสอบผลคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ว่า ศาลมีคำสั่งในคดีอย่างไร เมื่อตรวจสอบทุกๆด้านแล้ว ความจริงทั้งหมดจะค่อยปรากฏชัดเจนขึ้น

นายสรัลชา กล่าวอีกว่า เรื่องนี้สภาทนายความ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความเสื่อมเสีย และความเสียหายอย่างมาก ส่วนที่นายพิสิษฐ์ อ้างว่าเป็นทนายความอาสา นั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะนายพิสิษฐ์ ดำเนินการส่วนตัวด้วยตัวเอง โดยที่สภาทนายความไม่ทราบเรื่องมาก่อน และไม่ได้จัดให้นายพิสิษฐ์ เป็นทนายความอาสาจากสภาทนายความ เข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายแต่อย่างใด

นายสรัลชา กล่าวด้วยว่า สำหรับการยื่นฟ้องค่าเสียหายจากนายพิสิษฐ์ ที่นำเงินของผู้เสียหายไปโดยมิชอบนั้น ทางสภาทนายความจะจัดเตรียมทนายความอาสาไว้คอยช่วยเหลือ ทั้งการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และความฺผิดทางอาญา ข้อหาลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นการช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ทนายความ ฯเนื่องจากผู้เสียหายมีฐานะยากจน ไม่มีทรัพย์เพียงพอในการต่อสู้คดี