ศาลอุทธรณ์ตีตกคำร้อง 12 คดี 112 ไม่ให้ประกัน อานนท์-เก็ท ขังต่อปีที่ 3 หวั่นปล่อยแล้วจะหนี

14.10.26 | 16:12 น.

ศาลอุทธรณ์ ไม่ให้ประกัน ‘อานนท์-เก็ท’ คดี ม.112 แม้คำร้องอ้างถึงนโยบาย ปธ.ศาลฎีกาคนใหม่-ยึดหลักนิติธรรม โดนคุมขังต่อปีที่ 3 ระบุหวั่นปล่อยชั่วคราวจะหลบหนี

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว 2 ผู้ต้องขังทางการเมือง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย อานนท์ นำภา ในคดีมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 10 คดี และ โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือ เก็ท นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ในคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดีที่ยังไม่ได้ประกันตัว ได้แก่ คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน และคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 ซึ่งคดีทั้งหมดอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์


ศูนย์ทนายความฯชี้ว่า การยื่นคำร้องขอประกันตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ ซึ่งได้ออกนโยบายประธานศาลฎีกา ประจำปี พ.ศ.2569-2570 ที่เน้นสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่ออำนวยความยุติธรรม และส่งเสริมการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ประจวบกับเป็นวาระที่อานนท์ถูกคุมขังครบรอบ 3 ปี และเก็ทได้รับโทษจนครบกำหนดและได้หมายปล่อยตัวรวม 2 คดี จากทั้งหมด 4 คดีที่ถูกคุมขังอยู่

ทั้งนี้ ช่วงท้ายคำร้องของทั้งคู่ระบุถึงความยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่มีเจตนาหลบหนี

อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวในทุกคดี พร้อมระบุเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์ในคดี ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์”

Advertisement

ฐานข้อมูลศูนย์ทนายความฯระบุว่า อานนท์ นำภา ถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566 เนื่องในวาระการถูกคุมขังครบ 3 ปี ทนายความจึงยื่นคำร้องขอประกันตัวในคดีมาตรา 112 รวม 10 คดี ดังนี้

1.คดีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย หรือ “ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์” บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2563

2.คดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2563

3.คดีปราศรัยในชุมนุม #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2564

4.คดี ม.112 กรณีเขียนและโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น ถึงรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2565

5.คดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2563

6.คดีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2563

7.คดีปราศรัยหน้า สน.บางเขน ขณะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดี ม.112 จากกรณีปราศรัยใน #ม็อบ29พฤศจิกาไปราบ11 เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2563

8.คดีโพสต์ 3 ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2564 ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 กับผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน

9.คดีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน หรือ “ม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ 2” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2564

และ 10.คดีโพสต์ 2 ข้อความบนเฟซบุ๊ก ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2564 ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10

ปัจจุบันอานนท์ถูกพิพากษาคดีมาตรา 112 แล้วรวม 11 คดี โดยวันที่ 30 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ศาลอาญามีนัดฟังคำพิพากษาของอานนท์ พร้อมจำเลยร่วมอีกหลายคนในคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งนับเป็นคดีที่ 12 จากทั้งหมด 14 คดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหานี้

ขณะที่เก็ท โสภณ ถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2566 ซึ่งศูนย์ทนายความฯเผยว่า คดีที่เก็ทถูกคุมขังเป็นคดีตามมาตรา 112 รวม 4 คดี มีโทษจำคุกรวม 10 ปี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2565, คดีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2565, คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2565 และคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2565

การยื่นคำร้องขอประกันตัวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเก็ทได้รับโทษจำคุกในคดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว จนครบกำหนดแล้ว ทั้งยังได้รับหมายปล่อยตัวในคดีปราศรัยกิจกรรม “ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เนื่องจากได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2569 ส่งผลให้ปัจจุบันคงเหลือคดีที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อีกสองคดี ซึ่งเก็ทยังคงไม่ได้รับการประกันตัวในทั้งสองคดีดังกล่าว

หรือ คลิก เพื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน