จากกรณีมีการนำเสนอข่าวระบุว่า น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี เข็นรถวีลแชร์ที่มีลูกสาวชื่อน้องบีม นั่งมา ตระเวนขายของตามศาลาวัด ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและบุตรสาวในแต่ละวัน หลังประสบอุบัติเหตุรถปิกอัพชนกับรถพ่วง18ล้อ เหตุเกิดที่อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเหตุให้นายอรุณรัตน์ แก้วผ่อง สามีน.ส.พรทิพย์ เสียชีวิต ส่วนน.ส.พรทิพย์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และน้องบีม กระดูกทับไขสันหลังกลายเป็นคนพิการต้องนั่งวีลแชร์ ต่อมาได้รับการช่วยเหลือจากนายเอก (นามสมมุติ) ทนายความช่วยดำเนินการทางคดี โดยบริษัทรถพ่วงคู่กรณีจ่ายเงินเยียวยาจำนวน5ล้านบาท แต่นายพิสิษฐ์ (สงวนนามสกุล) กลับจ่ายให้กับน.ส.พรทิพย์ เดือนละ40,000 หมื่นบาท เป็นเวลา 7 เดือน ก่อนหนีไปและติดต่อไม่ได้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า ขั้นตอนของคณะกรรมการมรรยาท สภาทนายความ มีหนังสือเเจ้งนางพรทิพย์ มารดาของน้องบีม ผู้เสียหายในฐานะผู้กล่าวหา มาให้ปากคำก่อน เพื่อจะได้รู้ว่ามีการกล่าวหา นายพิสิษฐ์ ทนายความว่าอย่างไร เเละจะได้ส่งคำกล่าวหาไปให้ นายพิสิษฐ์ ทราบว่ามีการกล่าวหาอย่างไรบ้าง เเละนายพิสิษฐ์จะยื่นคำเเก้ข้อกล่าวหามาอย่างไร เช่นการฟ้องคดีทั่วไป เเต่เป็นเรื่องของคดีมรรยาททนายความ ซึ่งคณะกรรมการมรรยาททนายความจะมีระยะเวลา15วันนับจากการได้รับข้อกล่าวหาได้ตามกฎหมายของมรรยาททนายความ เเต่ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของ น.ส.พรทิพย์ มารดาน้องบีม ว่าประสงค์จะกล่าวหาเเละจะมาให้ปากคำหรือไม่ ขณะนี้ทางสภาทนายความยังไม่สามารถติดต่อน.ส.พรทิพย์ได้ เคยโทรศัพท์ไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้มาพบว่าน.ส.พรทิพย์ ปิดเครื่อง หากน.ส.พรทิพย์ ติดขัดในเรื่องพาหนะการเดินทางมายังสภาทนายความ จะจัดเตรียมรถตู้ไปรับเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้ เพื่อจะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
นายสรัลชา กล่าวต่อว่า ทางสภาทนายความไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง มีการทำกับคนพิการ เป็นเรื่องที่เลวร้าย เเต่เราจะไปฟันธงเลยไม่ได้ จะต้องขอสอบสวนก่อนว่ามีความผิดหรือไม่ อย่างไรบ้าง เเละผิดขนาดไหน เเละจะฟ้องนายพิสิษฐ์ได้ข้อหาอะไรบ้าง อายุความยังมีอยู่หรือไม่ เเต่เท่าที่ทราบในขณะนี้มีการเเจ้งความดำเนินคดีกับนายพิสิษฐ์ในข้อหาปลอมเเปลงเอกสาร เเละถ้าคดีที่เเจ้งความทางตำรวจหรืออัยการมีความเห็นอย่างไร เชื่อว่าคงมีข่าวมา กระบวนการจะต้องเริ่มต้นจากผู้เสียหายก่อนที่จะไปสอบต่อได้ ไปยังศาล โรงพัก หรือบริษัทรถพ่วง ตอนนี้ได้สอบเรื่องไปยังศาลจังหวัดไชยยา จ.สุราษฎ์ธานี เเละได้คำพิพากษามาเเล้ว จะค่อยๆสอบสวนต่อไป เเต่ตามกระบวนการจะต้องฟังความทั้ง2ฝ่าย จะไปด่วนตัดสินเลยไม่ได้ต้องให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณี
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากน.ส.พรทิพย์ มาให้การเเล้วจะเรียกนายพิสิษฐ์มาสอบเลยหรือไม่ นายสรัลชา กล่าวว่า นายพิสิษฐ์จะมาให้ปากคำด้วยตนเองหรือทำคำให้การมาหรือไม่ก็ได้ เเต่ปกติเราจะเรียกมาสอบ กฎของคณะกรรมการมรรยาทจะเเจ้งไปให้นายพิสิษฐ์ทำคำให้การหลังจากรับหนังสือกล่าวหาเเล้วภายใน15วัน ตอนนี้เราได้ติดต่อไปยังนายพิสิษฐ์เเล้ว เเต่ยังติดต่อไม่ได้ ไม่ทราบว่ามีการเปลี่ยนเบอร์หรือไม่
“อย่างไรก็ดีทราบว่าทางฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายของสภาทนายความ นัดน.ส.พรทิพย์ให้มาพบในวันที่3กรกฎาคม จะมาที่สภาทนายความ ถ้ามาทั้งคดีมรรยาทหรือคดีช่วยเหลือในการฟ้องจะเดินไปด้วยกันได้ ทางสภาทนายความรออยู่ เพราะถ้าเราไม่มีผู้ร้องเราทำอะไรไม่ได้เลย”นายสรัลชากล่าว

