หน้าแรก ในประเทศ แห่ถล่มเมนต์ ...

แห่ถล่มเมนต์ เพจ สตง.สุรินทร์ โพสต์หนังสือที่ส่งถึงไทยพีบีเอส ถาม แทรกแซงสื่อตรงไหน

17.10.26 | 21:48 น.

แห่ถล่มเมนต์ เพจ สตง.สุรินทร์ โพสต์หนังสือที่ส่งถึงไทยพีบีเอส ถาม แทรกแซงสื่อตรงไหน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กของ สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์ภาพเอกสารที่ สตง.ส่งถึง ไทยพีบีเอส กรณีสกู๊ปข่าวครบรอบ 1 ปี ตึกสตง.ถล่มว่า “แทรกแซงสื่อตรงไหน? อย่าเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง! การชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่การแทรกแซงสื่อ!

สตง. ไม่ได้ห้ามสื่อตรวจสอบ ไม่ได้ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้เสนอข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม


สื่อมีสิทธิตั้งคำถาม สตง. ก็มีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริง อย่าเปลี่ยนการขอความเป็นธรรม ให้กลายเป็นข้อกล่าวหาแทรกแซงสื่อ เสรีภาพสื่อต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อความจริง!
#สตง #เคารพข้อเท็จจริง #เสรีภาพสื่อ #ความเป็นธรรม”

พร้อมกันนี้ ยังได้แท็กสำนักข่าวอีกจำนวนมาก ซึ่งโพสต์ที่ได้โพสต์ทั้งภาพและคลิปวิดีโอ 2 โพสต์นั้น มีคนเข้าไปคอมเมนต์จำนวนมาก ส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่าเพจจริงหรือไม่ และ ระบุว่าอย่าลบ

Advertisement

อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. ที่เข้าไปคอมเมนต์ว่า “แทรกแซงหรือไม่?
.
การทำงานสื่อเป็นเรื่องที่เรามักจะเจอหนังสือร้องเรียนเข้ามาหลังจากงานออกไปแล้ว ซึ่งมักจะพบได้ 3 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้
.
1. ขู่โดยตรงเลย: บางคนให้ทนายร่างจดหมายมา อ้างข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแบบไม่อ้อมค้อม และบอกด้วยว่าหากไม่ดำเนินการภายในกี่วัน จะมีผลตามมาอย่างไร
.
2. มาแบบจริงใจ ตั้งใจชี้แจง: ไล่มาทีละประเด็น อันนี้แบ่งได้เป็น ‘เรื่องข้อเท็จจริง’ กับ ‘การตีความหรือความเห็น’
หากเป็นข้อเท็จจริงแล้วเราผิดจริง โดยที่อยู่ในวิสัยที่แก้ได้ (เช่น ข่าวในเว็บไซต์) ก็เขียนแก้พร้อมทั้งแจ้งผู้อ่านอย่างชัดแจ้งว่า มีการแก้ไขข้อเท็จจริงอะไร อย่างไร และเมื่อเวลาใด ข้อดีคือทำให้คนที่เคยรับข่าวสารนี้สามารถย้อนกลับมา หรือมีโอกาสได้เห็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการแก้ไขแล้ว รวมทั้งแหล่งข่าวเองก็ได้รับการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
.
ส่วนถ้าเป็นเรื่องความเห็นหรือการตีความ หากผู้ร้องประสงค์จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเราก็ยินดี แต่ที่เจอคือเขามักอยากให้ลบการตีความหรือความเห็นที่ผิดไปจากเขา ซึ่งอันนั้นเราทำไม่ได้ ทำได้เพียงนำความเห็นอีกมุมเข้าไปเพิ่มเติม และหากเพิ่มได้ก็ต้องแจ้งให้ผู้อ่านทราบด้วยว่ามีการเพิ่มเติมข้อมูล
.
3. มาแบบกำชับ หรือขอให้ดำเนินการจากผู้มีอำนาจ: เหมือนกรณีจดหมายของ สตง. แล้วไม่บอกด้วยนะว่าเราผิดหรือพลาดตรงไหน มาแบบขู่กลาย ๆ ซึ่งอันนี้จะจัดอยู่ในประเภทข้อ 1 ก็ได้ ยิ่งคนส่งเป็นผู้มีอำนาจตรวจสอบให้คุณให้โทษได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ผลของมันก็คือการ “ขู่” ดี ๆ นี่เอง อันนี้เหมือนจะบอกว่าไม่ถึงขั้นบิดเบือนหรือคลาดเคลื่อน แต่เป็นการชี้นำ (แล้วจะต้องทำไง หากข้อเท็จจริงที่มันไม่ได้บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อน มันกลับทำให้คนในสังคมคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงเหล่านั้น แหม่)
.
อ้อ… มีอีกประเภทที่เจอคือ ไม่ส่งอะไรมาเลย ขู่ว่าจะฟ้อง แล้วก็ฟ้องเลย! บางคนมาในลักษณะเพื่อหวังจะเรียกเงินจากการฟ้องคดีก็มี อันนี้ล่ะที่โดนกับตัว
.
ว่าแต่นี่เพจ สตง. จริงไหม”

หรือข้อความอื่นๆ อาทิ

“ทำไมหนังสือต้นเรื่องออกจาก ‘สำนักคดี’ ทั้งๆ ที่ก็มี ‘สำนักประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร’ ที่น่าจะดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนต่างๆ อยู่ มันส่อเจตนาบางอย่างไหม”

“ลืมสลับแอคป่าวครับ 55555”

“จัดช่อง 5 ทีดิ ฮัลโหล”

“สำนวนภาษาทางการหรือนี่”