หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.ลาดกระบัง...

ส.ก.ลาดกระบัง ย้ำผู้ว่าฯ กระจายอำนาจเขต จัดซื้อ ‘เครื่องสูบท่อซิ่ง’ – แนะมีเบอร์กลาง กทม.แจ้งเหตุฉุกเฉิน

21.10.26 | 16:07 น.

ดร.จอห์น โอดท่วมกระจายได้ ‘ถุงยังชีพ’ ไม่กี่ชุด ย้ำผู้ว่าฯ กระจายอำนาจ หลัง ‘จัดซื้อ’ ไม่ทันน้ำลด กระจุกอยู่บางสำนัก – ดันเครื่องสูบน้ำท่อซิ่ง-เรือ-รถยก ไม่คุ้มแต่จำเป็น แนะ กทม. มีเบอร์กลางแจ้งเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุม สภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภาฯ


ในช่วงแรก น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวถึงญัตติในวันนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องที่ผู้ว่า กทม. ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ กท.1803/3451 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 รายงานการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ กทม.ให้ สภากทม.รับทราบ พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกสภากทม. ซักถาม

ในตอนหนึ่ง นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือ ดร.จอห์น ส.ก.เขตลาดกระบัง สะท้อนปัญหาพร้อมเสนอแนวทางแก้ไข โดยขอเป็นกำลังใจให้ผู้ว่าฯ และข้าราชการทุกระดับชั้น รวมถึงอาสาสมัคร มูลนิธิ กระทรวงต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือ

ในฐานะ ‘ผู้ประสบภัย’ และเป็นตัวแทนพ่อแม่พี่น้องประชาชนเขตที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดเขตหนึ่งในกทม. จากที่ได้พูดคุยกับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลิสต์ออกมาได้ 6-7 ข้อ โดยฝากไปยังผู้บริหารในเรื่อง ‘การกระจายอำนาจ’

Advertisement

นายสุรจิตต์กล่าวว่า มีปัญหาหลายส่วนที่เกิดขึ้น เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ จัดซื้อครุภัณฑ์ เครื่องสูบน้ำแบบโมบาย  ที่ยังกระจุกอยู่ที่สำนักการระบายน้ำ

“ผมเจอมากับตัวรถโมบาย กว่าจะมาที่เขตลาดกระบัง ขอแล้วขออีก พอมาคันเดียวดูแล้วไม่พอ ผมก็เลยขอเพิ่ม แต่ติดอยู่ที่เขตอื่นข้างๆ พระสูบน้ำเคลื่อนที่มีไม่ถึง 10 คัน ทั่ว กทม.

เขตเดียว 10 คัน ผมว่าเผลอๆ ไม่น่าจะพอ ก็เลยอยากจะฝากท่านประธานไปถึงคณะผู้บริหาร เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ประสบการณ์ case study ครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงมากที่เราจะไม่สามารถเอาความ ‘คุ้มค่า’ คำนี้มาใช้กับสถานการณ์ครั้งนี้ได้” นายสุรจิตต์เน้นย้ำ

จากนั้น ยกตัวอย่างสิ่งที่ต้องผลักดันใหม่ เช่น ‘เรือผลักดันน้ำ’ ที่จำเป็นต้องมีหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาได้ความกรุณาจากกองทัพเรือ กองทัพไทย ซึ่งใช้เวลากว่าจะประสานให้เข้ามาช่วยเหลือในพื้นที่ได้ ก็ท่วมมิดหลังคา ท่วมมิดรถไปแล้ว

“’เรือลำเลียง’ ที่เป็นเรือยนต์ จำเป็นมาก รวมถึง ‘รถยกสูง’ ที่ไม่ใช่รถกระบะ ซึ่งแทบจะพังไปทั้งหมดแล้ว ติดต่อกองเครื่องกล กว่าจะได้คิวซ่อม

 ‘เครื่องสูบน้ำพญานาค’ ที่เป็นฮีโร่ ในการกู้เขตของ รองประธานสภาฯ มีความจำเป็น ประชาชนต่าง เฮ! บอกอยากได้ตัวนี้มาก

ในเรื่องการซ่อมฉุกเฉิน เราควรหา outsource ที่เราสามารถแจ้งเขาได้ทันที ที่ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยทุกรูปแบบ ถ้ารอกองเครื่องกลเพียงอย่างเดียว ไม่ทัน กำลังคนไม่เพียงพอ รวมถึงงบฯ ฉุกเฉินเร่งด่วนของแต่ละเขต งบทุกเขตได้เท่ากัน ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก การจัดการของผู้อำนวยการเขตได้ 5 ล้านบาทเท่ากัน”นายสุรจิตต์เผย

จากนั้น นายสุรจิตต์กล่าวถึง ‘ช่องทางในการขอความช่วยเหลือ‘ มีโทรศัพท์เพียงเบอร์เดียว คือ 095-050-4353 ตนจำได้ขึ้นใจ ซึ่งควรจะมีเบอร์กลางที่เป็นเบอร์ฉุกเฉินหรือไม่ เช่น 191 199  อีกทั้งไลน์แอด มีคนดูแลเพียงคนเดียว

“กทม.มีเบอร์ฉุกเฉินหรือไม่ 1555 หรอ? โทรไม่ติด โทรติดเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้เรื่อง 199 ลองมาแล้วของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็เป็น เอาต์ซอร์ส

ขนาดเราตั้งศูนย์บัญชาการช่วยเหลืออยู่ในเคหะร่มเกล้า ติดต่อไปที่เบอร์ 199 มีประชาชน คนแก่ ที่อยากอพยพออกจากพื้นที่ตามนโยบายของท่านผู้ว่าฯ 199 บอก ไม่ใช่หน้าที่เขา ‘บ้านคุณไฟไหม้หรือเปล่า?’ โทรหาผมทำไม เกิดช่องโหว่ในการประสานงาน

ดังนั้น กทม.ควรมีเบอร์กลาง สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉินอุทกภัย ตนเชื่อว่าสถานการณ์โลกร้อน และใจอื่นๆ ก็ดี น้ำกทม.จะสูงขึ้นกว่านี้แน่นอน เพราะเรารับน้ำจากจังหวัดที่เหนือกว่าเราด้วย

นายสุรจิตต์กล่าวถึงอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญอย่างมาก คือ ‘ถุงยังชีพ’ จากข้อมูลของ ปภ. ซึ่ง ผู้ว่าฯ ประกาศเขตภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. แต่เกิดช่องโหว่ คือ ถุงยังชีพกว่าจะอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง กว่าจะดำเนินการ ดีลกับโรงงาน จนกว่าจะแจก ประชาชนได้รับวันที่ 2 ต.ค. ข้อมูลอยู่ในมือของตนนี้ บางเขต เช่น สวนหลวง ได้รับวันที่ 6 ตุลาคม ถ้าจำไม่ผิด 800 ชุด

“แต่ที่ทันท่วงทีคือ ‘ข้าวกล่อง’ ไม่มีใครอยากได้เพราะมันบูด ทำตั้งแต่กี่โมง ผมไม่ได้ตำหนิใครแต่สะท้อนว่านี่คือปัญหา ที่เราจะต้องมาหาทางแก้ไขร่วมกัน เช้าวันรุ่งขึ้นได้รับงบฯ ข้าวกล่องมา ผมโทรหาฝ่ายบริหารเขตลาดกระบัง เขาบอก ‘ข้าวเสียทั้งหมื่นกล่อง’ จะไปแจกใคร ถุงยังชีพก็ไม่มี จะไปแจกใคร มันท่วมทั้ง 6 แขวง เคหะร่มเกล้า มันเกิดอะไรขึ้น”

“วันที่ 2 ต.ค.เริ่มแจกถุงยังชีพ เขตหนองจอก ท่วมกระจุยกระจายได้แค่ 800 ชุด เขตลาดกระบังเองก็ได้ไม่กี่ชุด ในล็อตแรก” นายสุรจิตต์เผย

นายสุรจิตต์ล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นที่อยากกล่าว คือ ‘การจัดซื้อจัดจ้างถุงยังชีพ’ นั้น เขตสามารถทำได้หรือไม่? ซึ่งสำนักงบประมาณบอกว่า ดำเนินการอนุมัติจัดซื้อโดย ผอ.เขต ได้ แต่ตนก็ได้รับข้อมูลจากข้าราชการระดับสูง ที่บอกว่า ‘เขตจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้’ จึงอยากทราบความชัดเจนว่า สรุปแล้วสำนักงานเขตซื้อได้หรือไม่

“เขตไม่งงหรือ ต้องรออนุมัติจาก ปภ.ใช่หรือไม่ เมื่อวานในห้องประชุม ท่านรองสำนักปภ. บอกว่า ‘กว่าจะดีลกับโรงงานได้ ก็ 3 วันแล้ว’ กว่าจะได้ของมา ให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันแพ็ค น้ำลงไปหมดแล้ว ได้แต่ข้าวกล่องและรอบริจาค”

นายสุรจิตต์กล่าวด้วยว่า สุดท้ายตนอยากถามท่านประธานสภากทม. ฝากไปยัง ฝ่ายบริหาร ท่านมักใช้คำว่า ‘คุ้มค่า’ มาพูดเรื่อยๆ ทำถนน ทำคัน เขื่อน รอบเคหะร่มเล้า ขุดลอกคูคลองที่ลาดกระบัง ที่เขตอื่นๆ ก็ดี ของบประมาณปี 2570 ถูกตัดกันเกลี้ยง

“รอบนี้เยียวยาใน ‘เคหะร่มเกล้า’ จากการประเมินทั้งหมดภาพรวม ผมว่าน่าจะมีประมาณ 3,000 ล้านบาท เฉพาะแขวงเดียว เพราะบางท่านบอกว่า บ้านท่วม แต่เขาได้เงินล้อมบ้าน 5,000 จริงๆ เขาต้องได้ 9,000 ยื่นเอกสารไปก็แล้ว ลำดับยังไม่ขึ้นเลย”

“อยากฝากไปยังคณะผู้บริหาร จุดไหนที่สุ่มเสี่ยง ครุภัณฑ์ที่มีความจำเป็น กระจายอำนาจ ที่กระจุกอยู่ที่สำนักการระบายน้ำ หรือสำนักการโยธา ก็ดี มันไม่ตอบโจทย์แล้ว เป็นกำลังใจให้ ส.ก.ที่ได้รับผลกระทบทุกเขต เป็นกำลังใจให้ฝ่ายบริหารและข้าราชการทุกท่าน” นายสุรจิตต์กล่าวทิ้งท้าย