ลุ้นพรุ่งนี้ ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง ประมงพื้นบ้าน ฟ้องบ.ดัง ทำน้ำมันรั่วทะเลระยอง ปี 2556

21.10.26 | 21:38 น.

ลุ้นพรุ่งนี้ ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง กับพวก ฟ้องบริษัทดัง ทำน้ำมันรั่วไหลทะเลระยอง ปี 2556 เรียกร้องค่าเสียหาย-ตั้งกองทุนฟื้นฟูระบบนิเวศ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนรายงานว่า วันพรุ่งนี้ (22 ตุลาคม) ศาลจังหวัดระยองนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เวลา 09.00 น. คดีสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง และผู้ได้รับผลกระทบ ยื่นฟ้องบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลระยอง เมื่อปี 2556 เพื่อเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับคดีดังกล่าว มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนระบุว่า สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง กับพวก รวม 429 ราย ยื่นฟ้องคดีแพ่ง ต่อบริษัท พีพีที โกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วทะเลระยอง เมื่อปี 2556 ต่อศาลจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นคดีหมายเลยดำที่ พ 1150/2557 โดยขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจากปัญหาน้ำมันรั่ว โดยให้บริษัทจัดสรรงบประมาณสู่กองทุน คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำไรเฉลี่ยต่อปี


เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดระยองได้มีคำพิพากษา เป็นคดีหมายแดงที่ 2076/61 พิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 90,000 บาท กลุ่มแม่ค้า รายละ 60,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

ส่วนคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยการจัดตั้งกองทุนตามคำขอ เนื่องจากเห็นว่าประเด็นดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ) 2-8/2557 ของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นเหตุน้ำมันดิบรั่วกรณีเดียวกันกับคดีนี้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ชาวบ้านที่เป็นโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มให้แก่โจทก์ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 150,000 บาท กลุ่มแม่ค้า รายละ 120,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

Advertisement

ส่วนคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ) 2-8/2557 ของศาลแพ่ง แต่คำขอดังกล่าวปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้โจทก์มีคำฟ้องขอให้จำเลยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด หรือจากการทำให้มลพิษจากแหล่งกำเนิดรั่วไหลหรือแพร่กระจาย กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลอุทรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมไม่อาจมีคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ในเรื่องนี้ได้

โดยในกระบวนการดำเนินคดีทางแพ่งนั้น ชาวบ้านผู้ที่เป็นโจทก์ยังใช้สิทธิยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อไป เพื่อให้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยและมีคำพิพากษาในประเด็นเรื่องการฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในคดีสิ่งแวดล้อมต่อไป

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง ได้ระบุไว้ว่า เกิดขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เกิดเหตุน้ำมันดิบ 50,000 ลิตร ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) รั่วไหลจากท่อส่งกลางทะเลอ่าวไทย กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ 9 ตร.กม. ก่อนเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม-หมู่เกาะเสม็ด โดยอ่าวพร้าวเป็นบริเวณที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด

รายงานจากศาลปกครองระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หาดทรายมีสีดำ ส่งกลิ่นเหม็นน้ำมันตลอดแนวชายหาด รวมทั้งน้ำทะเลบริเวณอ่าวพร้าวเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน จำเป็นต้องปิดอ่าวพร้าวเป็นการชั่วคราว หน่วยงานภาคเอกชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้นได้วางแนวทุ่นซับน้ำมันในทะเลและใช้เรือใหญ่ดึงแนวกั้นทั้งอ่าวเพื่อป้องกันการกระจายตัวก่อนจะทำการดูดคราบน้ำมันใส่แกลลอน แล้วนำขึ้นฝั่ง

พร้อมจัดแผ่นซับมาเก็บคราบน้ำมันทั่วชายหาด รวมทั้งใช้เรือและเครื่องบินฉีดพ่นสารเคมีสลายคราบน้ำมันโดยทัพเรือภาคที่ 1 กรมเจ้าท่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยอง และหน่วยงานอื่นๆ ได้เข้าร่วมมือในการปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว ต้องใช้ทีมเจ้าหน้าที่เร่งขจัดคราบน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง