ภาคประชาสังคม-คนกีฬา มีมติเอกฉันท์ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ภาษีบาป
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมือง จัด เสวนา “ยกเลิกภาษีเฉพาะ กลับสู่ระบบงบประมาณปกติ : กองทุน-คนกีฬารอดจริงหรือ?” โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน
นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ เลขานุการขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนกล่าวว่า การเสนอแก้ไข กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ มีสาระสำคัญอยู่ที่การยกเลิกการเรียกเก็บเงินบำรุงที่เคยเก็บเพิ่มจากอุตสาหกรรมสุรา ยาสูบ และให้รับการจัดสรรตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ทำให้ธุรกิจสุรา ยาสูบ ไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงเพิ่ม ประมาณ 14,000 ล้านบาท และเงินก้อนนี้ก็ไม่ได้กลับเข้ามาเป็นรายได้ของแผ่นดินแต่อย่างใด อีกทั้งรัฐบาลยังต้องหางบฯ มาให้ทั้ง 4 หน่วยงานด้วย ซึ่งยากมากในยุควิกฤตเศรษฐกิจที่รายได้มาพอรายจ่ายแบบนี้ และเมื่อใดที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่าบางหน่วยงานไม่มีความจำเป็น หรือเป็นอุปสรรคกับการทำงานของรัฐบาล กระทบต่อผลประโยชน์ของนายทุน ก็อาจจะจัดสรรงบฯ ให้น้อยกว่าความต้องการ ส่วนที่อ้างว่าจะเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเพื่อนำมาจ่ายส่วนนี้ก็เป็นไปได้ยากมาก
“ในอดีตก่อนมีกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (กองทุน สสส.) เคยมีงบฯ ที่ได้รับการจัดสรรผ่านกรมควบคุมโรค มาทำเรื่องบุหรี่ก็พบว่ามีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ จาก 32 ล้านในปี 2534 เหลือเพียง 10 ล้านบาทในปี 2539 ส่วนปัจจุบันนี้ก็พบว่างบฯ รายจ่ายประจำปีขององค์การมหาชนหลายแห่งก็ถูกปรับลดลงเรื่อย ๆ ไม่เพียงพอต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ“ นายธีรภัทร์ กล่าว
ด้านว่าที่ ร.ท.ยุทธการ รัตนมาศ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร และนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การแก้ไขพ.ร.บ.กองทุน ปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการงบฯ ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ไปไว้ที่สำนักงบประมาณ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณและพัฒนาการด้านกีฬาของประเทศ ซึ่งกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูล เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า การปรับเปลี่ยนมาตรการตามกฎหมายใหม่ จะทำให้การจัดสรรงบฯ ให้แก่กองทุนฯ ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 จะสามารถอนุมัติเบิกจ่ายได้เพียง 50% ของงบประมาณเท่านั้น ต่างจากเดิมที่กองทุนฯ สามารถอนุมัติเบิกจ่ายได้ล่วงหน้าสูงถึง 70% เพราะช่วงต้นปีงบประมาณการจัดเก็บภาษีบาปยังไม่เข้าเป้าได้เต็ม 100%
“ธรรมชาติของงานกีฬาต้องมีการฝึกซ้อมและเตรียมความพร้อมตลอดทั้งปี ไม่สามารถรอเบิกจ่ายเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังได้ การจำกัดงบเหลือเพียง 50% ในช่วง 6 เดือนแรก จะสร้างภาระหนักให้แก่สมาคมกีฬาจังหวัดและสมาคมกีฬาฯ ที่ต้องสำรองเงินทุนจ่ายไปก่อน” ว่าที่ ร.ท.ยุทธการกล่าว
การที่รัฐบาลระบุว่าการแก้ไขตรงนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบนั้น ตรงนี้ไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลัก เนื่องจากแต่ละกองทุนมีระบบการตรวจสอบภายใน มีคณะกรรมการติดตามการใช้เงินกองทุนกำกับดูแลอย่างเข้มงวด รวมถึงมีหน่วยงานภายนอกอย่าง สตง. และ ป.ป.ช. ตรวจสอบตามกฎหมาย การนำงบประมาณไปดึงไว้ที่ส่วนกลางจึงมองได้ว่าเป็นการรวบอำนาจและลดบทบาทของกองทุนฯ ลง
นายณรงค์ เทียมเมฆ มูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ โดยมองว่าเป็นนโยบายที่ขาดความสมเหตุสมผลการที่รัฐบาลพยายามเปลี่ยนให้องค์กรเหล่านี้ต้องไปยื่นขอ งบประมาณแผ่นดิน “ตามความจำเป็น” ในแต่ละปี เนื่องจากงบประมาณในปัจจุบันมีภาระหนี้สินและไม่เพียงพออยู่แล้ว การตัดงบส่วนนี้จึงส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายสูงถึง 89.47% ส่วนร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทยมีผู้ไม่เห็นด้วย 67.88% ความพยายามผลักดันร่างกฎหมายนี้อาจเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ธุรกิจแอลกอฮอล์และยาสูบมากกว่าการคำนึงถึงสุขภาวะของประชาชน
ด้านนายวรปัฐ อรุณภักดี หรือ เจ วรปัฐ สื่อมวลชนสายกีฬา กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการดึงงบประมาณออกจากทั้ง 4 กองทุน เพราะเชื่อว่าแต่ละองค์กรทำงานตามภาระกิจของตัวเองอยู่แล้ว และที่สำคัญก็ยังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจนของรัฐบาลว่าถ้าเอางบฯ ตรงนี้ไปแล้วจะดำเนินงานอย่างไร จะต่อเนื่องจากกองทุนเดิมได้หรือไม่ และประชาชนจะได้ประโยชน์จริงหรือเปล่า
ด้านนายณรงค์ แสงมณี หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่า “โค้ชบัง” ผู้ฝึกสอนฟุตซอลอาสาใต้ด่วนลาดพร้าว กล่าวว่า ในขณะที่การขับเคลื่อนสังคมด้วยนโยบายสาธารณะมักถูกมองผ่านตัวเลข งบประมาณ และเอกสารเชิงวิชาการ แต่สำหรับโลกความเป็นจริงตามชุมชนแออัดและพื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ยังมีพื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่เล็กๆ ที่เป็นหนึ่งในพื้นที่คุ้มกันภัยชั้นดี ที่ช่วยชีวิตเด็กเยาวชนนับร้อยชีวิตให้รอดพ้นจากอบายมุข ด้วยโค้ชอาสาที่อยู่กับโครงการ SDN FUTSAL NO-L มาตั้งแต่ปีแรกๆ และมีเป้าหมายในการใช้กีฬาฟุตซอลเป็นเครื่องมือสร้างความหวังและดึงเด็กๆ ออกจากสิ่งยั่วยุ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและมีรายการแข่งขันดีๆจากกองทุน สสส.โดยมีเป้าหมายในการสร้างทางเลือกให้เด็กๆห่างไกลอบายมุขทุกชนิด ทั้งยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาครอบครัว และค่านิยมผิด ๆ การมีกิจกรรมกีฬาที่มีรูปแบบการหนุนเสริมจากโครงการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น SDN Futsal No-L ทำให้เด็กมีเป้าหมาย ในชีวิต เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่โค้ชที่สอนแทกติก แต่ต้องการคนมองเห็นคุณค่า เพราะไม่เคยได้รับโอกาสจากโรงเรียน หากกลไกนี้หายไป ประตูโอกาสที่จะใช้กีฬาพาเด็กหลุดพ้นจากโอกาสและวงจรอบายมุขย่อมหายไปตามไปด้วย” โค้ชบังกล่าว







