ชัชชาติเห็นด้วย หลัง ส.ก.หนองจอกทวงถามโครงการ ‘ซ่อมถนนริมคลอง’ หลังถูกตัดในงบฯ ปี 69 ชี้สำคัญ ใช้เป็นที่จอดรถได้ช่วงน้ำท่วม – ด้าน ส.ก.มีนบุรี แนะกทม.ทำ MOU กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัด ‘แก้ปัญหารุกล้ำ’ ก่อสร้างเขื่อนไม่ได้เริ่ม
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภาฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีสมากชิก ส.ก.ร่วมอภิปรายอย่างต่อเนื่อง โดยทวงถามความคืบหน้าในการดูแลบุคลากรของ กทม.อย่างจริงจัง ซึ่งทุ่มเทอย่างหนักในการเก็บขยะและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ค่าตอบแทนมีความเหมาะสม เช่น ปรับฐานเงินเดือน หรือเพิ่มสวัสดิการ ที่ควรดูแลให้มากกว่านี้ ไม่เพียงเพื่อให้ดำรงชีพต่อได้ แต่ควรปรับให้มีความมั่นคงในชีวิตด้วยนั้น

ในตอนหนึ่ง นายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ ส.ก.เขตหนองจอก พรรคประชาชน เสนอญัตติเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาปรับปรุงถนนเลียบลำคลอง เพื่อความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน
โดยกล่าวว่า พื้นที่เขตหนองจอกมีคลองกว่า 100 คลอง ประชาชนนิยมใช้เรือสัญจรในอดีต แต่ต่อมามีการปรับปรุงตามประตูระบายน้ำต่างๆ ทำให้การสัญจรทางเรือนั้น เป็นไปได้ยากลำบากมากขึ้น คลองไม่เชื่อมต่อกันเหมือนในอดีต ประชาชนจึงหันมาใช้รถมากขึ้น

ดังนั้น ถนนเลียบคลองจึงจำเป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดฝอยในการสัญจรไปมาของประชาชนในพื้นที่ แล้วยังเป็นทางลัด ทางเชื่อมซอยต่างๆ บรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
จากนั้น นายหยกพรชัย กล่าวถึง ‘โครงการปรับปรุงถนนเลียบคลองในพื้นที่เขตหนองจอก’ ในปีงบประมาณที่ผ่านมา (2569) เช่น ถนนเลียบคลองลำมดตะนอยฝั่งเหนือ งบประมาณ 15,325,540 บาท ซึ่งถนนเส้นนี้ผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์, วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก, โรงเรียนคารีอุปถัมภ์, สถาบันการสอบสวนคดีพิเศษ DSI, มัสยิดลำมดตะนอย เป็นต้น ความยาวรวมกว่า 3,150 เมตร เมื่อปรับปรุงแล้วถนนก็ได้มาตรฐาน อีกทั้งผิวถนนยกสูงขึ้น

จากนั้น เปิดภาพเปรียบเทียบระหว่างถนนเลียบคลองทั้งสองฝั่ง ทั้งที่ได้รับการปรับปรุงแล้วยังไม่ได้รับการปรับปรุง เช่นด้านขวา ซึ่งจมน้ำอยู่แบบนั้น เมื่อน้ำเข้ามา ทำให้เอ่อล้นเข้าบ้านเรือนประชาชนริมคลอง
อีกทั้งถนนที่จมน้ำเป็นเวลานานยังมีสภาพที่ทรุดโทรมอย่างหนัก จะมีความจำเป็นที่ของงบประมาณเข้ามา
“แต่ว่าการของบประมาณเพื่อปรับปรุงถนนเลียบคลองต่างๆ ในปี 2570 นั้น ไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นที่สาธารณะสมบัติฯ สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ.2568
หัวใจหลักในรายละเอียดคือ ‘ไม่ต้องการให้เราไปเปลี่ยนสภาพคลอง’ ซึ่งความสามารถที่สำคัญของคลอง คือ ‘การระบายน้ำ’ ซึ่งในความเป็นจริง เป็นการขอปรับปรุงถนนเลียบคลองที่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ได้มีการรุกล้ำที่แต่อย่างใด”

นายหยกพรชัยเผยว่า คำของบประมาณปี 70 ที่ไม่ได้รับการพิจารณาคือ ‘การปรับปรุงถนนเลียบคลองลำจรเข้ตาย’ ซึ่งเป็นถนนเลียบคลอง ที่มามานานกว่าปี 2545 เป็นการปรับปรุงสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมเท่านั้น
รวมถึง ‘การปรับปรุงถนนเลียบคลองนาตับ’ ที่ไม่ได้การอนุมัติเช่นกัน เช่นเดียวกับ ‘การปรับปรุงถนนเลียบคลองลำตาเฟื่อง’

จากนั้นเปิดรายการถนนเลียบคลองต่างๆ ในพื้นที่เขตหนองจอก ทั้ง 10 รายการ ใน 8 แขวง รวมทั้งสิ้น 79 เส้นทาง ความยาวรวม 118,217 เมตร คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรังวัดประมาณ 10,237,592 บาท
“เราต้องการเพียงปรับปรุงถนนเลียบคลอง ที่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ได้ไปทำให้ความสามารถในการระบายน้ำ หรือถมลำรางให้ระบายน้ำลำบากมากขึ้นแต่อย่างใด ฝากเรียนท่านประธานผ่านไปยังฝ่ายบริหาร หวังว่าปีงบประมาณในปีต่อไป เขตหนองจอกจะได้พัฒนาถนนเลียบลำคลอง ที่สะดวกและปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชน” นายหยกพรชัยกล่าว

จากนั้น นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยเผยว่า ตอนแรกตนก็จะอภิปรายประเด็นนี้เช่นเดียวกัน เนื่องจาก กทม.ในเขตตะวันออก เราเจอปัญหาเรื่องของถนนเรียบริมคลองกันมานานมากแล้ว ตั้งแต่ยุคโบราณ ส่วนใหญ่จะทำเป็นคันนาเดิมที่อยู่แถวริมคลอง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนจะมีการออกกฎหมายเข้ามาควบคุมจัดการมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบเยอะ ส่วนใหญ่ระเบียบของมหาดไทยมักเกี่ยวข้องกับระเบียบลำลาง ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง
โดย นายวิรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง กรมชลประทาน และ กรมธนารักษ์ ก็มีกฎหมายเฉพาะของหน่วยงาน แต่เนื่องจากถนนที่ทำมาตั้งแต่สมัยก่อน ลักษณะของการอะลุ่มอล่วยเพื่อเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ตะวันออก จากที่ใช้เรือ ซึ่งเจอประตูระบายน้ำ และสะพานจากหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ ที่มาลงทุนพัฒนา ทำให้เกิดอุปสรรคในการสัญจร

“อยากเรียนไปยังฝ่ายบริหารว่า เราควรมีระเบียบและข้อกำหนดที่ชัดเจนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะสำนักงานเขตเท่านั้น รวมถึง สำนักการระบายน้ำ ก็ต้องให้นโยบายที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะก็มีการ ‘สร้างเขื่อน’ เหมือนกัน ที่ติดปัญหา เช่นเดียวกับในเขตของผมที่ติดปัญหา มีผู้บุกรุก ว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ บุกรุกที่ของใคร” นายวิรัตน์กล่าว และว่า
ที่ริมคลองตอนนี้มีเจ้าของแล้ว ไม่กรมธนารักษ์ ก็เป็น กทม. หรือ กรมชลประทาน แต่สิ่งหนึ่งคือ งบประมาณปีนี้มีการขอจัดสรรจากสำนักการคลัง มีก้อนหนึ่งที่จัดสรรให้กรมที่ดิน ไป ‘รังวัด’ ให้ กทม. เพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็น ‘ภาษีตัวใหม่’ ตนมองว่าควรที่จะ ควบรวมเป็นเงินก้อนเดียวในการสำรวจพื้นที่ริมคลองด้วยเช่นกัน
“อย่างเขตผมที่กำลังทำการก่อสร้างเขื่อนที่คลองสองต้นนุ่น 4 ปีมาแล้ว ตอนนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ เขื่อนก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับถนนเลียบคลอง ก็ยังลงมือทำไม่ได้ เพระความชัดเจนไม่มี แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
ถ้าจะมีการทำ ข้อตกลง MOU ร่วมกันก็ได้ระหว่างกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมชลประทานหรือกรมธนารักษ์ ให้ชัดเจนไปเลยว่า หากต้องการมีการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนบริเวณริมคลองทั้งหมด หน่วยงานเหล่านี้จะมีข้อตกลงอย่างไร”

“กราบกันไปยังฝ่ายผู้บริหารว่า ปีนี้งบประมาณเพิ่งเริ่มต้น กำลังจะทำงบประมาณในปี 71 ก็ขอให้มีนโยบายหรือข้อสรุปกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกับพัฒนาใน กทม.ของเราด้วย” นายวิรัตน์กล่าว
ด้าน นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เห็นด้วยกับความสำคัญของถนนริมคลอง ตนเพิ่งไปที่เขตหนองจอกมา มีถนนเส้นหนึ่งริมคลอง 14 ซึ่งมีชุมชน 3 แห่งในพื้นที่ โดยการที่มีถนนนั้น ทำให้การสัญจรสะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งในแง่โลจิสติกส์ ประชาชนสัญจรได้ เด็กๆ ไปโรงเรียน ไปจ่ายตลาดง่ายขึ้น รวมถึงขนผลิตผลทางการเกษตรไปขาย

“รวมทั้งน้ำท่วม ถนนยังเป็นจุดสำคัญที่ช่วยในการจอดรถ ให้พี่น้องขึ้นมาจอด เป็นจุดที่น้ำไม่ท่วม ต้องพยายามเพิ่มให้มากที่สุด ถ้าสมาชิก ส.ก.ในเขตไหนมีข้อแนะนำ สามารถแจ้งเข้ามาได้ เราจะนำไปพิจารณาประกอบการทำงบประมาณปี 2571 ต่อไป” นายชัชชาติกล่าว
จากนั้น นายหยกพรชัย ส.ก.เขตหนองจอก ผู้เสนอญัตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องขอขอบคุณทางผู้อภิปรายเสริม และท่านผู้ว่าฯ ที่ชี้แจงพวกเรา
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะโครงการถนนเลียบลำคลองมีความสำคัญมาก พี่น้องใช้สัญจรกันมายาวนาน ที่สำคัญเราได้รับการปรับปรุงมาโดยตลอด ไม่อยากให้ติดขัดอะไร เพราะมีความจำเป็น ด้วยในปีงบประมาณที่ผ่านมาที่เราไม่ได้รับการจัดสรร
ยิ่งเราประสบเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ ชาวบ้านที่อยู่ชุมชนริมคลอง ถนนชำรุดไปหลายเส้นทาง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นมาก เมื่อได้ยินท่านผู้ว่าฯ ตอบมาแบบนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับพ่อแม่พี่น้องในปีต่อๆ ไป จะได้พัฒนาถนนเลียบลำคลอง” นายหยกพรชัยกล่าว





