สภาทนาย ยังรอแม่น้องบีม เข้าดำเนินคดี ทนายแสบ เผยมีลักษณะกระทำเป็นขบวนการ ในแก๊งมี 3 คนปลอมเป็น นอมีนีตัวแทนรถพ่วงหลอกแม่น้องบีมอ้างบริษัทชดใช้แค่ล้านเดียว แต่สุดท้ายเบี้ยวจ่ายไม่ครบความเลยแตก ส่อล่องหน
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวถึงมีข่าวว่ามีทนายความโกงเงิน5ล้านบาทซึ่งเป็นค่าเสียหายจากบริษัทรถพ่วงที่ชนกับรถที่ ด.ญ.ภัทรดา เเก้วผ่อง หรือน้องบีมได้รับบาดเจ็บสาหัสและบิดาเสียชีวิตว่าได้ทราบจากฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายของสภาทนายความนัดไว้วันที่ 3 กรกฎาคม ส่วนฝ่ายมรรยาททนายความนัดไว้วันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งก็ต้องรอดูว่า นางพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดา ของ ด.ญ.ภัทรดา ผู้เสียหายในฐานะผู้กล่าวหาจะเข้ามาในวันใด ซึ่งทางสภาทนายความก็รออยู่ไม่สามารถติดต่อนางพรทิพย์ได้เลย แต่ก็ทราบมาว่ามีหลายหน่วยงานอยากที่จะยื่นมือช่วยในคดีนี้ ตนก็ฝากสื่อมวลชนไปทุกสื่อแล้วเพราะถ้าหาก นางพรทิพย์ไม่มาเซ็นหนังสือมอบหมาย ในการช่วยเหลือในด้านคดี หรือพิจารณามรรยาทลงโทษทนายความที่หลอกลวงเราก็ไม่สมารถกระทำได้ ต้องขึ้นอยู่กับมารดา น้องบีมว่าต้องการให้เราช่วยเหลือไม่ ซึ่งแม่น้อง บีม เองก็มีสิทธิที่จะเลือกให้ใครเป็นผู้ดำเนินการช่วยเหลือได้ทั้งนั้นไม่ถือว่าผิดอะไร ซึ่งไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ต้องใช้ทนายความยกเว้นคดีอาญาที่อัยการมีการฟ้องคดีอาญา แต่ในคดีมรรยาทแม่น้อง บีม จะต้องมาที่สภาทนายความถ้าหากให้มีการลงโทษทางวินัย ซึ่งจากการตรวจสอบทนายคู่กรณี เคยถูกร้องเรียนมาก่อนและถูกพักใบอนุญาตไป เป็นเวลา2ปีในช่วงปี2550-2552 กรณีที่เป็นความผิดเล็กน้อยไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินเลยได้แค่ลงโทษเบา 2 ปี แต่ในส่วนของคดีอาญาที่มีข่าวว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการและอยู่ระหว่างส่ง ผบ.ตร.พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายนั้นหาก ผลออกสุดท้ายว่าหากตำรวจหรืออัยการไม่ฟ้อง เรื่องนี้นั้น แม่น้องบีมก็สามารถให้ทนายความฟ้องเองได้ แต่แม่ น้อง บีม จะต้องเข้ามาเซ็นชื่อที่สภาทนายความ
“ในส่วนคดีอาญา ถ้าอัยการไม่ฟ้องสภาทนายก็ฟ้องให้ได้ ผบ.ตร.จะชี้ลงมาเมื่อไหร่ ถ้าขัดกัน อสส.จะชี้ลงมาเมื่อไหร่ แต่ถ้าแจ้งความแล้วก็ไม่เป็นไร ผมไม่ก้าวก่าย ไปวิจารณ์ว่าจะช้าหรือเร็ว แต่ถ้ายังไม่มีการฟ้องไปก็ไม่ถือว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ยังทำได้ ถ้าจะให้ฟ้องเราก็แจ้งได้ว่าคดีนี้แม้มีการแจ้งความไว้แล้วแต่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีเอง ส่วนคดีแอโกงที่มีข่าวออกมายอมความชดใช้หนี้ไปแล้วนั้นก็จะต้องดูบันทึกประจำวันอีกครั้ง ว่ามีข้อตกลงอย่างไร ซึ่งตอนนี้เราก็ไปขอดูไม่ได้ต้องมีใบแต่งตั้ง ถ้าแม่น้องบีมมาผมก็จะไปพบด้วยตัวเองและถามว่าต้องการช่วยเหลืออะไรบ้าง ถ้าพบว่าทนายความผิดจริงควรต้องลงโทษขั้นรุนแรงลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ ส่วนคดีอาญาผมยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง”นายสรัลชา กล่าว
นายสรัลชา กล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากทนายความหลายคนทั่วประเทศว่าข่าวนี้สร้างความเสียหายกับทางทนายความ มาก ซึ่งในหมู่คนจำนวนมากย่อมมีคนเลวคนดีปะปนกันอยู่ทุกวงการ แต่เราต้องช่วยกันจำกัดคนที่ไม่ดีออกไป ซึ่งที่ผ่านมาทางสภาทนายความได้มีการลบชื่อทนายความที่มีความประพฤติไม่ดีออกไปทุกปีเราลบชื่อถอนใบอนุญาตทนายความออกไปสิบกว่าคน พวกที่เลวๆเราก็คัดออกไปเกือบหมดแต่ก็ยังมีหลง เหลืออยู่บ้าง แต่ก็ขอวอนให้ประชาชนเข้าใจว่าเราก็ยังมีทนายความที่ดีได้ช่วยเหลือคนจนที่ยากไร้ในคดีมีอยู่อีกมาก

นายสมบัติ วงศ์กำแหง ประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภาและอุปนายกสภาทนายความ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้เท่าที่มีการประสาน นางพรทิพย์ จะเดินทางไปที่ เนติบัณฑิตยสภาเพื่อที่จะไปเซ็นใบแต่งตั้งทนายความและดำเนินคดีต่อทนายความคู่กรณี เนื่องจากเรื่องนี้ยังตกค้างอยู่ที่เนติบัณฑิตยสภาตั้งแต่ครั้งที่มีการมายื่นคำร้องขอไว้ตั้งแต่ปลายปี 2558 แต่หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งตอนนั้นได้มีการรับเรื่องและทางทนายความเคยมีการส่งจดหมายติดต่อไปแล้ว 2 ครั้ง และคาดว่าแม่น้องบีมก็จะเดินทางมาที่สภาทนายความอีกในวันที่ 4กรกฏาคม เพื่อมาสอบปากคำในเรื่องการร้องเรียนของมรรยาททนายความ
นาย สมบัติ กล่าวต่อว่า เรื่องที่มีการร้องเรียนค้างอยู่ที่เนติฯจะเป็นเรื่องที่ ทนายความที่ถูกร้องเรียนไปเซ็นหนังสือยินยอมชดใช้หนี้ 3ล้านบาท แต่เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาในความผิดฐานที่ยอมความกันไม่ได้ เเต่คาดว่าเรื่องน่าจะเกิดจากบันทึกฉบับดังกล่าวว่าหลังจากเซ็นรับสภาพหนี้กันแล้ว ก็มีการไกล่เกลี่ยถอนแจ้งความ แต่ต่อมาภายหลังทนายคนดังกล่าวก็กลับเบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินเลย ทั้งที่มีการถอนแจ้งความไปแล้ว ซึ่งรายละเอียดคร่าวที่ตนทราบมาคือในการแจ้งความครั้งนั้นหลักมีอยู่ 2 คดี คือคดีฉ้อโกงที่เป็นคดีที่ยอมความกันได้ ซึ่งตรงนี้อาจทำให้สิทธิในการนำมาฟ้องเป็นคดีอาญาจะระงับไป แต่เราก้สามารถเดินในส่วนคดีแพ่งได้ ส่วนเรื่องปลอมแปลงเอกสารเป็นเรื่องที่ยอมความกันไม่ได้
เมื่อถามว่าคดีนี้มีข่าวว่าอัยการเจ้าของคดีได้มีความเห็นแย้งกับทางพนักงานสอบสวนโดยมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องคดีไป นาย สมบัติ กล่าวว่าเท่าที่เข้าใจ ทางอัยการอาจจะเห็นว่าการที่เจ้าทุกข์ไปถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจนทำความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปนั้นเกิดขึ้นจากความเข้าใจชัดเจนแล้วถอนด้วยเจตนาที่แท้จริงหรือไม่ หรือถอนแจ้งความเพราะถูกหลอกว่าจะชดใช้เงิน กระบวนการดังกล่าวจึงอาจเป็นกระบวนการที่หลอกให้ถอนคำร้องทุกข์ จึงทำให้มองได้ว่ากระบวนการถอนคำร้องทุกข์นั้นยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งต้องดูในรายละเอียดข้อเท็จจริงอีกครั้ง ซึ่งคดีนี้ อาจจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏตามข่าวก็เป็นได้
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคดีที่นางพรทิพย์ มีการแจ้งความฐานฉ้อโกงและความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารนั้นได้แจ้งความเอาผิดบุคคล 3 คนด้วยกัน คือตัวทนายความ ,หญิงใกล้ชิดทนายความคนดังกล่าวและผู้ที่แสดงเป็น นอมินี อ้างตัวว่ามาจากบริษัท รถพ่วง มาร่วมกันแสดงตัว หลอกว่าเป็นตัวแทนบริษัทมาเจรจาตกลงจ่ายเงินให้จำนวน 1 ล้านบาท และจะผ่อนจ่ายเป็นงวด และข้อเท็จจริงได้มีการจ่าย 4 หมื่นบาทมา 6-7 เดือนและก็หยุดไม่ได้จ่าย จนตอนหลังผู้เสียหายมีการโทรไปที่บริษัทความเลยแตกจนนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีทั้ง 3 คนดังกล่าว ซึ่งการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถติดต่อทนายความคนดังกล่าวได้

