ภาค ปชช.ร้อง’ปิยะสกล’เคลียร์ สตง. หลังแนะบอร์ด สปสช. ทบทวนสิทธิผู้ป่วยไตส่อแวว’ร่วมจ่าย’

3.07.17 | 11:43 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทย นำโดย นายสมควร เกตุทอง รองประธานชมรมฯ นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ผู้ประสานชมรมฯ และ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว รองประธานชมรมฯ เข้ายื่นหนังสือต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อให้พิจารณาและทักท้วงประเด็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เสนอให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ทบทวนการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 52,976 ราย ที่อยู่ในระบบบัตรทอง โดยมี นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สปสช. เป็นผู้รับหนังสือแทน เนื่องจาก นพ.ปิยะสกลอยู่ระหว่างการประชุมบอร์ด สปสช.

นายสมควรกล่าวว่า ผู้ป่วยโรคไตมีความกังวลกรณีข้อแนะนำของ สตง. ซึ่งอ้างข้อสังเกตของสำนักงบประมาณตั้งแต่ปี 2550 ว่าการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และสร้างภาระให้กับงบประมาณประเทศที่มีจำกัด ซึ่งการให้บอร์ด สปสช.ทบทวน กังวลว่าจะเป็นการให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังต้องร่วมจ่ายหรือไม่ ซึ่งทางชมรมฯผิดหวังทรรศนะและความคิดเห็นของหน่วยงานรัฐอย่าง สตง. ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยเมื่อป่วยก็ย่ำแย่อยู่แล้ว อย่างตนเองก็เป็นผู้ป่วยมา 20 ปี หากไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองในการช่วยเหลือสิทธิสุขภาพตรงนี้ ก็จะทำให้ยิ่งแย่มากขึ้น แต่อยู่ๆ จะมาเสนอให้บอร์ด สปสช.ทบทวน แบบนี้กระทบกับผู้ป่วยจำนวนมาก

น.ส.สุภัทรากล่าวอีกว่า ชมรมฯเสนอขอให้ทางบอร์ด โดยเฉพาะรัฐมนตรี ในฐานะเป็นประธานบอร์ด พิจารณาเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ดังนี้ 1.ยึดประโยชน์ผู้ป่วยเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ป่วยมีหลักประกันที่จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษา และจะต้องต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการต่างๆ ให้มีราคาถูกลง และมีคุณภาพ รวมทั้งมีการดำเนินการเพื่อการส่งเสริมป้องกันให้ผู้ป่วยมีจำนวนน้อยลงอย่างเข้มข้น 2.ยึดหลักการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจะเป็นผู้ป่วยเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น 3.ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ให้บริการเกินสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจำนวน 2,317,542,295 บาท โดยให้มีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดบริการ และ 4.เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และลดความเหลื่อมล้ำระบบบริการสุขภาพทั้งสามระบบให้เป็นมาตรฐานเดียว

นายอภิวัฒน์กล่าวว่า ผิดหวังมากกับ สตง. แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจในระบบ เพราะหากจะให้ผู้ป่วยไตเรื้อรังมาร่วมจ่าย จะกระทบต่อประโยชน์อย่างมาก ซึ่งตนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 แต่ สตง.กลับมีข้อเสนอเช่นนี้ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใด อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้อง นพ.ปิยะสกล ในฐานะรัฐมนตรี และประธานบอร์ด ต้องกล้าหาญออกมาท้วงติงข้อเสนอของ สตง. เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิสุขภาพ ทั้งนี้ ทางชมรมฯ จะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ภายในการประชุมบอร์ด ได้มีการพูดถึงประเด็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดย นพ.พินิจ หิรัญโชติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก ในกรรมการบอร์ด กล่าวในที่ประชุมประเด็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังว่า ประเด็นการจ่ายเงินตามข้อทักท้วงของ สตง.นั้น ต้องไปดูในมติ ครม.ตั้งแต่ปี 2550 เพราะหากพิจารณาแล้วจะพบว่า มีเขียนใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ระบุถึงกรณีร่วมจ่ายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งกฎหมายมีอยู่เดิม เพียงแต่ สปสช.ไม่ได้ทำมาตั้งแต่ต้น

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กรรมการบอร์ด สปสช.สัดส่วนภาคประชาชาชน กล่าวว่า การกล่าวหาว่า สปสช.ไม่ยอมไปเก็บเงินตามมติ ครม.ปี 2550 ก็ต้องโทษทั้งบอร์ด สปสช. เพราะเป็นมติบอร์ด แต่หากพิจารณาแล้วก็จะพบว่าตั้งแต่ปี 2550 ก็มีการร่วมจ่ายอยู่แล้ว ผู้ป่วยไตวายก็ร่วมจ่ายอยู่แล้วหากเลือกฟอกเลือด เขาก็ต้องจ่ายเงิน 500 บาท ดังนั้น การที่ สตง.มาทักท้วง จึงเห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจตรงจุดนี้

Advertisement

นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาคือ เมื่อมีมติ ครม. 2550 ทำให้เมื่อมีการของบประมาณโรคไต ส่งผลให้สำนักงบประมาณไม่พิจารณาเพิ่มงบส่วนนี้ให้ แต่การจะไปลดสิทธิ ทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะผู้ป่วยได้สิทธิมาแล้ว เรื่องนี้จึงต้องหาทางว่าจะดำเนินการอย่างไรให้งบเพียงพอ ซึ่งจุดนี้ควรมีคณะกรรมการ หรือคณะทำงานมาทำเรื่องนี้น่าจะดีหรือไม่

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการบอร์ดฯสัดส่วน องค์กรเอกชนด้านผู้สูงอายุ กล่าวว่า จริงๆ หากย้อนกลับไปพิจารณามติ ครม. 2550 จะพบว่า ตั้งกรอบการใช้งบส่วนนี้ไว้ประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรอบ แปลว่าได้บริหารจัดการระบบได้เป็นอย่างดี โดยตนเคยพบท่านพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ซึ่งสมัยนั้นท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เดิมรัฐบาลชุดนั้นกำลังจะเปลี่ยนผ่านตั้งนโยบายจะไม่มีการอนุมัติงบประมาณระยะยาว แต่กลับพบว่าอนุมัติโครงการผู้ป่วยไตเรื้อรัง ซึ่งได้ขอพูดคุยกับท่าน ได้รับคำตอบว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคน เขาได้รับสิทธิเขาก็รอดได้

นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า จริงๆ เรื่องนี้ทุกประเทศมีปัญหาหมด ซึ่งเราไม่ใช่ว่าจะใช้งบปลายเปิดไปเรื่อยๆ เหมือนทุกวันนี้ ทำให้ต้องตามจ่ายหนี้แทบไม่ทัน ดังนั้น ควรต้องตั้งงบล่วงหน้าไว้ก่อนจะดีกว่า รวมทั้งการบริหารจัดการต้องมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น