เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เวลาประมาณ 10.30 น. ที่ห้องเอราวัณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีการประชุมกรณีชุมชนป้อมมหากาฬต่อเนื่องจากวานนี้ โดยคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. ฝ่าย กทม. นำโดยนายยุทธพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่ากทม. 2. ฝ่ายทหาร นำโดยพันโทโชคดี อัมพรดิษฐ์ ผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ 3. ฝ่ายชุมชนและนักวิชาการ ซึ่งในครั้งนี้มีชาวบ้านเดินทางมาร่วมวงประชุมมากกว่า 10 ราย

นายยุทธพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าราชการกทม. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องหารือในวันนี้คือการพิจารณาว่าบ้านหลังใดที่จะเก็บไว้บ้าง โดยลงในรายละเอียดต่างๆ รวมถึงความเสื่อมสภาพของบ้านแต่ละหลังในเชิงวิศวกรรม ซึ่งบางครั้งอาจต้องยุบรวมบ้านหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องกระบวนการ เช่น หากไม่รื้อบ้านหลังใดโดยให้มีการอยู่อาศัย แต่ต้องมีการปรับปรุงบ้าน ต้องมีคำอธิบายและคิดอย่างเป็นระบบ เช่น ใช้ระยะเวลาเท่าใด และจะให้คนไปอยู่ที่ไหนระหว่างดำเนินการ ส่วนเรื่องผลกระทบต่ออาชีพก็ต้องมีการพูดคุยกัน สำหรับบ้านที่เห็นตรงกันแล้วว่าต้องอนุรักษ์ คือบ้านเลขที่ 97 และ 99 คือ บ้านหลอมทองกับบ้านไม้บริเวณกลางชุมชน

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ ผู้ช่วยเลขานุการกทม. กล่าวว่า ประเด็นที่อยากนำเสนอคือคุณค่าต่างๆของบ้าน ซึ่งในความเห็นของตนมองว่า น่าจะยังขาดจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณค่าแต่ละด้าน 1 จุดเป็นอย่างน้อย
“ข้อสังเกตของผมคือความเชื่อมโยงของคุณค่าแต่ละด้านกับคุณค่าป้อมมหากาฬ ซึ่งต้องสอดคล้องกับคุณค่าป้อมมหากาฬด้วย เช่น คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ในยุคสมัยที่ป้อมฯ มีความจำเป็นในการป้องกันพระนคร ทุกคนยอมรับถึงการมีชุมชนต่อมามีดำริให้ทุบป้อมต่างๆ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องป้องกันพระนคร แต่เป็นเรื่องค้าขาย โดยเก็บป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬไว้เพื่ออนุรักษ์ ชี้ให้เห็นว่าเคยมีการป้องกันพระนครด้วยวิธีนี้ ซึ่งบ้านในยุครัชกาลที่ 1-4 เป็นการเสริมคุณค่าป้อม ฯ จึงไม่ควรนำบ้านกลุ่มนี้ออกไป ส่วนบ้านยุค ร.5-ร.7 ผมไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าบ้านหลังไหนอยู่เพื่อเป็นชุมชนที่ป้องกันพระนคร หรือไม่ จึงควรยกประโยชน์ให้ชาวบ้าน” นายณัฐนันท์กล่าว
นายณัฐนันท์ กล่าวต่อว่า สำหรับบ้านที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากนั้น มีวัตถุประสงค์อย่างอื่น ไม่ใช่เพื่อป้องกันพระนคร แต่สร้างเพื่ออยู่อาศัยและการค้า เบื้องต้นต้องพิจารณาร่วมกันว่าการคงอยู่ของบ้านเหล่านี้สอดคล้องหรือส่งเสริมคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ของป้อมฯ หรือไม่ ถ้าอธิบายได้ สังคมและหน่วยงานรัฐคงยอมรับ แต่ถ้าตอบคำถามตัวเองไม่ได้ คงยากที่จะยอมรับ สำหรับประเด็นสังคม วิถีชีวิต สิ่งสำคัญในการพิจารณาคือ ต้องชั่งน้ำหนักคุณค่าว่ามากน้อยแค่ไหน ระบบเครือญาติที่เป็นเจ้าของดั้งเดิมสืบต่อมา ถือว่าได้คะแนนเต็ม ส่วนที่มาอยู่ภายหลังคะแนนจะลดหลั่นลงไป เช่นเดียวกับอาชีพ หากเป็นวิถีดั้งเดิม หรือหายากยิ่ง ก็เห็นควรอนุรักษ์
“ในส่วนการประกอบอาชีพลิเกพระยาเพชรปาณี ถ้าบอกว่าจะอนุรักษ์บ้าน ต้องอธิบายได้ว่าเกิดที่นี่ที่แรกและไม่มีทีอื่น ก็ต้องอนุรักษ์ตรอก ส่วนบ้านที่ปั้นเศียรพ่อแก่ต้องอธิบายได้ว่าเกิดที่นี่และหาได้ยาก แต่กรณีการทำกรงนกหัวจุก อาจมีเสียงคัดค้าน ได้ว่ากรงนกเขาชวามาจากปัตตานี และช่างเก่งๆยังมีที่อื่นอีก นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องคนว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ รวมถึงการบริหารจัดการซึ่งจะหารือในขั้นตอนต่อไป” นายณัฐนันท์กล่าว
ว่าที่ร้อยตรี สุทัศน์ กาเซ็ม หัวหน้ากลุ่มจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กล่าวว่า บริบทป้อมมหากาฬ มีมุมมองใน 3 ด้าน 1.คุณค่าป้อมมหากาฬ 2.บ้าน 3.สิทธิชุมชน สำหรับกระบวนการที่จะก่อให้เกิดการประนีประนอม ต้องขอให้น้ำหนักป้อมฯ เป็นหลัก ส่วนสิทธิชุมชนในวันนี้ผู้ที่ควรมีส่วนพิจารณาว่าจะให้บ้านหลังนั้นๆได้รับการอนุรักษ์ไหม คือผู้ที่มีสิทธิ์ในตัวบ้าน นั่นคือวัดราชนัดดาราม แต่วัดไม่ได้มีส่วนเลย ซึ่งตรงนี้ผูกโยงไปในหลายเรื่อง ในส่วนคุณค่าของตัวศิลปกรรมของบ้าน ตนมองว่าบ้านในลักษณะนี้ เลยออกไปจากป้อมก็มีปรากฏให้เห็นเช่นกัน
นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ตามที่ว่าที่ร้อยตรีสุทัศน์กล่าวมานั้น ตนขอชี้แจงว่า เมื่อครั้งที่มีการเวนคืน ผู้เช่าที่ดินวัดยังไม่ทรายเลยว่าที่ดินถูกเปลี่ยนมือ เพราะกทม. ไม่ได้เวนคืนผ่านวัดราชนัดดาราม แต่เป็นการดำเนินการผ่านพุทธสมาคม อีกประเด็นหนึ่งคือบ้านในชุมชนมีภารกิจด้านศิลปวัฒนธรรมที่สืบเนื่อง มีความเป็นมา บ่มเพาะจากรุ่นสู่รุ่น อย่าบอกว่าบ้านที่ไหนก็มีแบบนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้น มีการพักรับประทานอาหารกลางวัน โดยจะมีการประชุมต่อในช่วงบ่าย โดยระหว่างช่วงพัก เจ้าหน้าที่กทม.และนักวิชาการได้พูดคุยกันนอกรอบเพื่อสร้างความเข้าใจอันดี โดยต่างฝ่ายยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิเสนอความคิดเห็น

