เปิดตัว ‘Meditation as Living Practice’ ถอดรหัสจิตใจ ทำไม ‘สมาธิของผู้นำ’ มีผลต่อความขัดแย้ง?

29.10.26 | 15:38 น.

เปิดตัวหนังสือ ‘Meditation as Living Practice’ ‘ดร.สุภชัย-อลงกต’ กลั่นประสบการณ์ฝึกจิต ถอดรหัส ‘สมาธิของผู้นำ’ ทำไมมีผลต่อความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้


เวลาประมาณ 10.00 น. ที่บูธสำนักพิมพ์มติชน J02 ซึ่งปีนี้มาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ มีผู้อ่านหลากหลายวัยทยอยเลือกซื้อหนังสืออย่างคึกคัก ซึ่งจัดเต็มทั้งหนังสือปกใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย ผลงานจากนักเขียนและนักแปลหลากหลายวงการ ในราคาพิเศษลดสูงสุดถึง 20%

บรรยากาศเวลา 11.00 น. ที่เวที Author’s Salon สำนักพิมพ์มติชนจัดกิจกรรม ‘Meditation as Living Practice’ โดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ หรือ ‘คุณอ๊อด ทิฟฟี่’ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) และ ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้ช่วยเลขาธิการ BGVI ผู้ร่วมเขียนหนังสือ ‘Meditation as Living Practice: การพัฒนาจิตใจ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม’ ดำเนินรายการโดย ตวงพร อัศววิไล

Advertisement

ในตอนหนึ่ง ดร.สุภชัยกล่าวว่า ธรรมมะในนิยามส่วนตัวนั้น พูดเป็นปีก็ยังไม่จบ เพราะมีความหมายกว้างมาก ‘ธรรมะ’ ของตนสำหรับมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์ทุกคนมีความเข้าใจในศีล ‘ศีล’ แปลว่าความเป็นปกติของชีวิต คือการที่เราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น จริงๆ พวกเราไม่ต้องรู้ว่าศีลคืออะไรก็ได้ ใช้ชีวิตไป เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อทุกคนต่อพุทธบริษัท 4 แต่เราไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น สิ่งนั้นคือการ ‘อยู่ในศีล’ นั่นคือการที่เรามีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อมนุษย์

“พุทธศาสนาเป็นศาสนาของจักรวาล และเป็นศาสนาของธรรมชาติ ถ้าเรามีความเข้าใจว่าทุกสิ่งที่มีทั้ง รูปและนาม เกิดและดับ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ เช่น ชีวิตของเราวันหนึ่งก็ต้องป่วยและต้องตาย โลกของเราวันหนึ่งก็ต้องดับ สิ่งนี้คือเรื่องของรูปธรรม ส่วนนามธรรมคืออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การได้ยินคนด่าเรารู้สึกโกรธ ได้ยินคนชมเรารู้สึกพึงพอใจ เพราะฉะนั้นอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ เกิดและดับไป” ดร.สุภชัย กล่าว

ดร.สุภชัยกล่าวต่อว่า ในมุมมองส่วนตัว ถ้าเราสามารถยกระดับสติให้เข้าสู่สมาธิและปัญญาได้ สิ่งนั้นคือความสมบูรณ์ของคำว่าธรรมะ มีความเข้าใจว่าใช้ชีวิตอย่างไรโดยที่ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น การมีความเข้าใจในสติ สมาธิ ปัญญา คือไม่ไปยึดติดอยู่กับอายตนะที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีความเข้าใจ กฎไตรลักษณ์ ‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา’ ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนาม การเกิดและดับ

ในตอนหนึ่ง ดร.สุภชัย กล่าวถึงที่มาของหนังสือ ‘Meditation as Living Practice: การพัฒนาจิตใจ สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม’ ว่ากลั่นออกมาจากการปฏิบัติส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่ได้ถูกจริตกับทุกท่าน ความจริงแล้วการเจริญสติมีหลากหลายวิธีมาก ถ้าเราพูดถึงหลักของพระพุทธศาสนามี 40 วิธีปฏิบัติ แต่วิธีการสำคัญที่สุด ตนถอดรูปแบบมาจากพระพุทธศาสนา ซึ่งเราต้องยอมรับตรงนี้ก่อนคือเรื่องของ ‘อานาปานสติ’ ตามด้วย มรณานุสสติ พุทธานุสติ และ ธัมมานุสติ คือ 4 ที่ตนใช้ในการใช้ชีวิต

“ถ้าคุณมีลูกหลาน สิ่งแรกที่เราต้องสอนลูกหลานคือให้เข้าใจในคุณภาพจิตของคุณ การพัฒนาจิตของคุณคืออะไร กลับมาดูตนเองก่อน ทุกอย่างอยู่ที่ตนเอง ไม่ใช่โลกภายนอก โลกภายนอกคุณไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ถ้าคุณยังคุมจิตตนเองไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นสำคัญยิ่งคือต้องกลับมาเรียนรู้คุณภาพจิตและวาระจิตของตนเอง ถ้าเราสามารถสอนลูกหลานให้เข้าใจตรงนี้ได้ การเรียนรู้ทางโลกต่างๆ จะใช้ประโยชน์ได้สูงสุดกับมนุษยชาติ นั่นคือนำมาซึ่ง สันติภาพของโลก และเป็นจุดประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้ที่เราต้องการเผยแพร่ออกไป” ดร.สุภชัย กล่าว

ดร.สุภชัย กล่าวถึงเป้าหมายในชีวิตด้วยว่า ตนมองว่าการพลิกโลกนั้นง่าย ตนจึงจะ ‘พลิกจักรวาล’ เพราะเชื่อว่ามีอีกเป็น 1 ล้านสปีชีส์ที่มีมนุษย์อยู่ อยากให้ทุกคนคิดให้สนุกเหมือนเด็ก และใช้ชีวิตอยู่บนความสุข คำว่าการเจริญสติ-ไม่มีทุกข์ ถ้าคุณรู้สึกทุกข์ไม่ใช่การเจริญสติ สำคัญที่สุดคือต้องเกิดความไว้วางใจ ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคุณจูนจิตของคุณว่า ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกชาติ ทุกศาสนา

“แม้กระทั่งคนที่ร้ายที่สุดกับคุณ ขอให้คิดว่านั่นคือวิกฤต ‘วิกฤตและปัญหา’ ทำให้คุณฝึกปัญญา ยิ่งแก้ปัญหายิ่งมีปัญญา เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นให้เราแก้ อย่าไปกลัว ให้มีความมั่นใจว่าทุกปัญหาเราแก้ได้หมด ถ้าแก้ไม่ได้ก็ปล่อยให้ดับไปเอง แต่อย่าแก้ผิด ถ้าแก้ผิดจากคดีแพ่งกลายเป็นคดีอาญา จาก 1 คดี จะกลายเป็น 10 คดี ผมเห็นมาเยอะที่แก้ผิด” ดร.สุภชัย กล่าว

ด้าน ดร.อลงกต กล่าวถึงความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วได้คุยกันเรื่องการเตรียมตัวที่จะพา ดร.สุภชัย ไปอยู่ใต้ทะเล ซึ่งตอนนั้นมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายหลายเรื่อง แต่คุณหมออนุญาตให้พา ดร.สุภชัย ดำน้ำ Scuba Diving ได้ ตนเป็นผู้สอน (Instructor) สิ่งที่แปลกใจคือในบรรดาผู้ที่เรียนกับตนประมาณ 7-8 คน ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับลูกสาวของ ดร.สุภชัย ยังไม่สามารถที่จะลงหายใจใต้น้ำได้ แต่ ดร.สุภชัยเป็นคนแรกที่ลงไปอยู่ใต้น้ำได้เลยและอยู่ได้นานประมาณ 20 นาที ที่แปลกใจเพราะคนอื่นไม่สามารถก้าวข้ามผ่านความกลัวจากผิวน้ำลงไปใต้น้ำที่ในสระน้ำก่อนได้ แต่ทำไม ดร.สุภชัย แค่ทำความเข้าใจก็สามารถลงไปใต้ผิวน้ำและคุกเข่า หายใจเข้า-ออก โดยมีถังอากาศช่วย ซึ่งการหายใจดูเป็นระบบมาก

หลังจากนั้นตนได้คุยภาษามือกับ ดร.สุภชัยใต้น้ำ ให้ว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำยาวประมาณ 100 กว่าเมตร ว่ายกลับไป-มา จนกระทั่ง ดร.สุภชัยขอหยุดนั่งสมาธิใต้น้ำ หายใจเข้า-ออกให้ตนเห็นว่าการหายใจอย่างเป็นระบบเป็นอย่างไร

“เช้าวันถัดมาผมชวนคุยเพราะกำลังจะพาไปลงทะเล จากเดิมสระลึกแค่ประมาณเกือบ 2 เมตร พาไปดำน้ำในทะเลลงลึกถึง 14 เมตร สามารถใช้ระบบหายใจแบบเดิมได้ และเคลื่อนไหวในน้ำได้ ใช้เวลาใต้ทะเลอยู่ประมาณ 45 นาที สำหรับไดฟ์แรกของมนุษย์คนหนึ่งที่ลงไปดำน้ำ การหายใจที่เป็นระบบ ไม่แพนิค ไม่สำลักการหายใจ ดังนั้นผลจากการที่เราฝึกแบบสนทนากัน ทำให้ระบบหายใจเกิดขึ้นได้ และหลังจากที่ขึ้นเรือมาทันที ผมจึงได้คำตอบ

ดร.สุภชัยได้บอกผมว่า ‘อลงกต สมาธิที่พี่ทำมานานมันไม่ใช่ว่าแค่หลับตา ถ้าพี่ทำสมาธิแค่หลับตาพี่ไม่สามารถที่จะบริหารกิจการ ธุรกิจโรงแรม บริษัทยาได้ แต่สมาธิที่พี่ทำคือนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน และการที่พี่ไปดำน้ำกับอลงกต เพราะผลจากการที่พี่ทำสมาธิ ทำให้พี่ลงไปดำน้ำได้’

จากประเด็นนั้นเองจึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ ว่าในโลกพูดถึงสมาธิอย่างไร” ดร.อลงกต กล่าว

ดร.อลงกตเปิดเผยด้วยว่า ใช้เวลาถึง 6 ปี ในการตามหาเอกสารทั้งหมด 180 เล่มจากทั่วโลกเพื่อคลี่คลายคำตอบว่า สมาธิถูกพูดถึงในยุคเก่าก่อนอย่างไร ? และสาขาต่างๆ ในกลุ่มความเชื่อ ศาสนา สำนักปฏิบัติต่างๆ อย่างไร ทั้งไทยและต่างประเทศ จนพบว่ามันยังไม่มี ‘ศาสตร์สากล’ ที่ว่ากันในเรื่องสมาธิ แต่สิ่งที่ได้รับจาก ดร.สุภชัย กลายมาเป็นความต่าง

จะบอกวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความนิ่ง ทำอย่างไร แต่ไม่มีอันใดเลยที่บอกว่าเมื่อปฏิบัติได้แล้วและเมื่อลืมตาขึ้นมาจะออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างไร จะออกไปจัดการความขัดแย้ง จัดการเรื่องสันติภาพได้อย่างไร ส่งเสริมเรื่องของสันติภาพได้แบบไหน จึงเป็นที่มาในการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ทั้ง 12 บท ซึ่ง ดร.สุภชัยได้ถ่ายทอดออกมาทีละบท โดยมีกลุ่มนักวิชาการร่วมด้วย

“หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือธรรมะ และหนังสือไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ลัทธิ ความเชื่อ หรือเจ้าสำนักใดๆ ในการนำปฏิบัติสมาธิ ไม่ได้สร้างข้อถกเถียงและไม่ได้สร้างตนเองให้เป็นเจ้าสำนักด้วย จุดของหนังสือเล่มนี้คือ การตั้งคำถามให้กับคนอ่านว่าคุณเห็นด้วยหรือไม่คำถามนี้ เป็นคำถามเพื่อถามตัวคุณเองว่าคุณเห็นอะไร เพื่อที่จะเข้าใจความรู้สึกเรื่องลมหายใจของคุณ

หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ดร.สุภชัยบอกผมว่า ‘กุญแจดอกเดียวที่จะอธิบายทั้งเล่มคือ การรับรู้ลมหายใจ ไม่ได้เป็นภาษาของศาสนา ลัทธิหรือความเชื่อใด ดังนั้นเล่มนี้เลยข้ามศาสนาต่างๆ และเขียนมาบนความเข้าใจในเรื่องของการปฏิบัติ อย่างที่ ดร.สุภชัย ถอดออกมาจากความเป็นนักปฏิบัติของตนเอง” ดร.อลงกตเผย

ดร.อลงกตกล่าวด้วยว่า ตนเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะถูกวิจารณ์โดยเจ้าสำนักต่างๆ ยาก เพราะว่าไม่ได้ไปถกเถียงกับใคร เพียงแค่ตั้งคำถาม และที่สำคัญคือการพยายามชวนคุณ ‘ตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วกลับมาใช้ชีวิตในโลกนี้ ด้วยความเข้าใจตนเอง’

สำหรับโครงสร้างของหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 12 บท บทที่ 1 โลกกำลังต้องการความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสมาธิ, บทที่ 2 ธรรมชาติของจิตและสมาธิ โดย ดร.สุภชัย, บทที่ 3 จากภูมิปัญญาสู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์, บทที่ 4 สมาธิในฐานะการดำเนินชีวิต, บทที่ 5 ความตระหนักรู้ จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงภายใน, บทที่ 6 ปัญญาแห่งการดำเนินชีวิต, บทที่ 7 การสื่อสารด้วยจิตที่ตื่นรู้, บทที่ 8 ภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนฐานของสมาธิ

“สมาธิของผู้นำมีผลต่อการสร้างความขัดแย้ง ความรุนแรง และความเสียหาย ของโลกนี้มามหาศาล ผู้นำเป็นคนสำคัญที่ต้องนำสมาธิมาสู่การปฏิบัติจริง” ดร.อลงกตกล่าว และว่า

บทที่ 9 พูดถึงครอบครัวกับการดำเนินชีวิตด้วยสมาธิ, บทที่ 10 สมาธิของมนุษย์, บทที่ 11 ของหนังสือเล่มนี้สำคัญมาก คือ ทุกคนที่อ่านเป็นเจ้าสำนักได้หมด ถ้าคุณจะทำสมาธิร่วมกับใคร ชวนคนมานั่งคุยกันและมาสร้างความเชื่อร่วมกัน เรามาภาวนาร่วมกันเพื่อให้โลกมีสันติสุข เป็นประเด็นใหญ่ของเรื่องนี้ และบทสุดท้ายบทที่ 12 คือการนำหนังสือโบราณ หนังสือวิทยาศาสตร์ ที่นำมาหลอมรวมกันเพื่อรีวิว