เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร) โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ผ่านมาเคยได้ยินคำว่าแรงงานต่างด้าวเต็มเมืองหรือไม่ ได้ยินคำว่าแรงงานต่างด้าวแย่งงานคนไทยหรือไม่ และได้ยืนคำว่าแรงงานต่างด้าวเป็นเจ้าของกิจการในเมืองไทยหรือไม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมายขึ้นมาดูแล ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานเมื่อปี 2557 ก็ถือเป็นนโยบายที่ต้องแก้ปัญหา เป็น 1 ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ดำเนินการกันมา 3 ปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย

พล.อ.ศิริชัย กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ก็มีการออกกฎหมายมา 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว และพ.ร.ก.การนำคนต่างด้าวเข้าประเทศ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการบูรณาการ การควบคุม แก้ปัญหานายหน้าต่างๆ เลยออกเป็น พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เพื่อให้เกิดการคุ้มครอง ฟื้นฟูผู้ที่อยู่ในวงจรการจ้างแรงงานต่างด้าว ส่วนข้อกังวลเรื่องค่าปรับที่สูงถึง 4-8 แสนบาทนั้น อยากชี้แจงว่าไม่ใช่ว่านึกอยากจะกำหนดโทษปรับอย่างไรก็กำหนดได้ แต่อัตราที่กำหนดนี้เป็นไปตามกฎหมายอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายในเดียวกันคือกฎหมายประมง กฎหมายใช้แรงงานเด็ก กฎหมายค้ามนุษย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ยืนยันว่าฐานความผิดยังเป็นฐานเดิม แต่เพิ่มโทษรุนแรงขึ้นเพื่อให้เกิดการจ้างและใช้แรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเรื่องการขาดแคลนแรงงานก็จะมีการออกมาตรา 44 มาชะลอการบังคับใช้มาตรา 101,102 และ 122 ออกไป 120 วันเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง ในรายละเอียดเรื่องนี้ทางกระทรวงแรงงานมีแผนรับมือเอาไว้แล้ว แต่จะเปิดเผยได้หลังมาตรา 44 ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นกระทรวงจะเข้าไปดูแล อำนวยความสะดวกให้เกิดการทำงานแบบถูกต้อง เน้นย้ำและประสานหน่วยงานอื่นให้ทำงานอย่างโปร่งใส ไม่แสวงหาผลประโยชน์ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมถึงออกเป็นพ.ร.ก. แทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ.ปกติ พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า กระทรวงแรงงานแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานมาตลอด มีการออกกฎหมายมาแล้ว 2 ฉบับ แล้วถ้าไม่ทำช่วงนี้แล้วจะไปทำช่วงไหน เรื่องนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ชัดเจน มีไทม์ไลน์ชัดเจน
ด้านนายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่ามีแรงงานเดินทางกลับประเทศตัวเองไปประมาณ 2.9 หมื่นคน แต่ก็มีแรงงานที่เข้าประเทศผ่านการทำเอ็มโอยูจำนวน 6 หมื่นคน ส่วนแนวทางต่างๆ ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้ว คือการอนุญาตให้แรงงานที่มีใบอนุญาตทำงาน แต่ผิดนายจ้าง ผิดสถานที่ ผิดประเภทงานสามารถไปแจ้งที่สำนักงานจัดหางานทุกแห่งก็จะได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้ โดยขั้นตอนนี้สามารถทำได้ภายใน 1 วัน และไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษอะไร เป็นการเสียค่าธรรมเนียมตามปกติเท่านั้น สำหรับการเจรจราความร่วมมือกับทางเมียนมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นทางการพม่ารับในหลักการเรื่องการส่งแรงงานแบบจีทูจีสำหรับการทำงานทุกประเภท และให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันฝ่ายละ 5 คน เบื้องต้นของไทยจะมีสัดส่วนข้าราชการกระทรวงแรงงาน 4 คน เอกชน 1 คน อย่างไรก็ตาม สำหรับงานบ้าน และงานบริการทางการเมียนมายังขอพิจารณารายบุคคลก่อน
นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้คุยกันเรื่องแรงงานต่างด้าวบัตรสีชมพู และแรงงานประมง แปรรูปที่ได้รับอนุญาตออกกลับประเทศของตัวเองเมื่อช่วงสงกรานต์ และให้กลับเข้ามาทำการขอซีไอ เพื่อให้สามารถขอวีซ่าการทำงาน และขอใบอนุญาตทำงาน หรือเวิร์ค พอมิต ได้นั้นพบว่ายังมีแรงงานตกค้างกลับเข้าประเทศและทำเรื่องไม่ทันกว่า 1 แสนคน ดังนั้นจึงมีมติให้ขยายเวลาการเดินเรื่องเหล่านี้สำหรับผู้ถือบัตรสีชมพูประเภทการทำงานทั่วไปให้ดำเนินการภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 ส่วนแรงงานประมง และแปรรูปสัตว์น้ำให้ดำเนินการภายในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้
นายวิวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และเห็นชอบตั้งอนุกรรมการติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ที่มีอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นประธาน จากนี้จะมีการเสนอร่างคำสั่งให้ท่านประธานกนร.ลงนาม ต่อไป ส่วนเรื่องการแก้ไขแรงงานภาคเกษตรนั้นถอนเรื่องออก แล้วให้ใช้กฎหมายเดิม

